About UsMembershipContact Us
HomeObjectiveAlternativeArticlesLinksSpecialsAdoptionWeb Board
       รายละเอียด   |   ช่วยอย่างไร   |   รายชื่อนกที่ช่วยเหลือ   |   กิจกรรม   |   รายชื่อสัตวแพทย์   |   คู่มือดูแลนก   |   นกหาย/พบนก


โ ค ร ง ก า ร " ฟ้ า ใ ส "
บ้ า น ห ลั ง ใ ห ม่ ข อ ง น ก โ ช ค ดี

คู่มือดูแลนก
« กลับไปที่หน้าสารบัญ



เว็บ CookieTalkie มีนโยบายไม่สนับสนุนการเลี้ยงนก รวมถึงไม่สนับสนุนการซื้อ-ขาย และเพาะผสมพันธุ์นกเพื่อการค้า กรุณาอ่าน"จุดมุ่งหมาย"ของเว็บเพื่อความเข้าใจ สำหรับคุณที่มีนกเลี้ยงอยู่แล้ว กรุณาอย่าปล่อยทิ้งนกที่เลี้ยงออกมาในธรรมชาติ แต่ควรดูแลนกของคุณให้ดีที่สุด โดยไม่เพิ่มประชากรนกและไม่ซื้อนกเพิ่ม บทความในคู่มือดูแลนกด้านล่างนี้ ได้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้กับผู้ที่ยังจำเป็นต้องดูแลนกในครอบครอง ผู้ที่รับเลี้ยงนกพิการ และผู้อุปการะนกในกรณีต่างๆ ได้ใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของนกให้ดียิ่งขึ้น




จะงอยปากนกและสภาวะความผิดปกติต่างๆ



จะงอยปากของนกทั้งส่วนบนและล่างนั้นประกอบขึ้นจาก Keratin ที่มีลักษณะคล้ายกับเล็บของมนุษย์ ภายในส่วนประกอบของจะงอยปากนอกจากจะมีเลือดหล่อเลี้ยงอยู่เต็มแล้ว ยังบรรจุไปด้วยระบบประสาทที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ซึ่งจะส่งผลต่อความรู้สึกเจ็บและปวด หากมีอุบัติเหตุใดเกิดขึ้นกับจะงอยปาก

จะงอยปากของนกนั้นทำหน้าที่เปรียบเสมือนริมฝีปากและฟันของมนุษย์ แต่นกก็มิได้ใช้จะงอยปากเพียงเพื่อช่วยในการจิกกินอาหารเท่านั้น นกยังใช้จะงอยปากแทนมือเพื่อช่วยในการคุ้ยเขี่ย เกาะจับ ปีนป่าย พยุงเคลื่อนตัว และสัมผัสรับรู้ถึงสิ่งต่างๆ เพื่อให้ได้ความรู้สึกว่า สิ่งของเหล่านั้น นิ่ม แข็ง ร้อน เย็น อย่างไร นอกจากนี้นกยังได้ใช้จะงอยปากเป็นเครื่องป้องกันตัวอีกด้วย นกขนาดใหญ่จะมีจะงอยปากที่แข็งแรงและทรงพลังมาก

จะงอยปากของนกจะมีการเจริญเติบโตไปเรื่อยๆตลอดชีวิตของนก โดยเฉลี่ยจะงอยปากนกจะยาวประมาณ 1-3 นิ้วต่อปี ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของนกด้วย นกเด็กๆที่มีอายุน้อยมักจะมีจะงอยปากที่เนียนเรียบและแวววาวกว่านกที่เริ่มมีอายุ ที่จะมีจะงอยปากหม่นไม่เป็นเงาและมีการลอกเป็นรอย นอกจากนี้นกที่มีอายุบางชนิด เช่น นกกระตั้ว ซึ่งร่างกายสามารถผลิตฝุ่นผงให้ตัวเองตามธรรมชาติ จะมีจะงอยปากสีดำที่ดูหม่นเหมือนคลุกฝุ่นอยู่เสมอ

นกที่มีสุขภาพดีและได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม มักไม่มีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับจะงอยปาก เพราะกิจกรรมตามธรรมชาติของนก เช่น การแทะ การกิน การฝนลับปากกับกิ่งไม้ หรือแม้แต่การบดเคี้ยวถูกันเองระหว่างจะงอยปากบนและล่างในช่วงเวลาที่นกกำลังเข้าสู่ภวังค์ก่อนหลับ ก็จะช่วยให้จะงอยปากของนกสึกลงไปได้ นอกจากนี้การได้แทะกระดองปลาหมึก ก้อนแร่ธาตุ (Mineral block) คอนไม้ คอนทรายหรือคอนคอนกรีต และการจัดหาของเล่นที่เหมาะสมสำหรับการกัดแทะให้นก ก็จะช่วยทำให้จะงอยปากของนกสึกลงได้เช่นกัน นกในบ้านทุกตัวควรได้รับการดูแลและหมั่นสังเกตุความผิดปกติของจะงอยปาก อย่างสม่ำเสมอ โดยการลองเปรียบเทียบความยาวของจะงอย ปากนก กับนกชนิดเดียวกันตัวอื่นๆเพื่อพิจารณาว่านกที่เราดูแลมีจะงอยปากที่ยาวผิดปกติไปหรือไม่ สังเกตุดูว่าจะงอยปากนกมีสีที่ผิดปกติไปจากเดิมหรือไม่ มีรอยลอก มีรอยแตกร้าวหรือไม่ เพื่อการป้องกันแต่เนิ่นๆ

ปัญหาเกี่ยวกับจะงอยปากผิดปกติของนกอาจเกิดขึ้นได้ในหลายสาเหตุ เช่น เกิดจากปัญหาสุขภาพเนื่องจากการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม การขาดสารอาหาร ความผิดปกติทางพันธุกรรม ความเป็นโรคติดเชื้อ อุบัติเหตุ ฯลฯ ปัญหาที่มักพบบ่อยมีดังนี้

- จะงอยปากยาวผิดปกติ (Overgrown Beaks) แม้ว่าจะงอยปากนกจะมีการเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แต่นกที่มีสุขภาพดีและมีกิจกรรมการกัดแทะอย่างสม่ำเสมอ ก็จะไม่ปัญหาที่จะทำให้จะงอยปากยาวแต่อย่างใด แต่ในทางตรงกันข้าม หากนกขาดในสิ่งที่กล่าวมา จะงอยปากของนกก็จะไม่สามารถสึกกร่อนไปตามธรรมชาติได้ จนเกิดเป็นปัญหาจะงอยปากยาวผิดปกติ การรักษาโรคจะงอยปากยาวผิดปกตินั้น ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างสูง เพราะเมื่อจะงอยปากมีการงอกยาวเกินปกติออกไป เส้นเลือดและระบบประสาทที่รวมตัวอยู่ภายในจะงอยปากนั้นก็จะยาวตามไปด้วย ซึ่งการรักษาที่ผิดวิธีจะมีผลทำให้นกเจ็บปวดทรมานมาก

การรักษาจะงอยปากที่ยาวผิดปกติของนกนั้นทำได้ในหลายทาง เช่น การตะไบ การกรอ หรือการเล็ม แพทย์ผู้รักษาจะพิจารณาว่า จะต้องทำการรักษาจะงอยปากให้นกด้วยวิธีไหน ต้องใช้อุปกรณ์ชนิดใดจึงจะเหมาะสม โดยการใช้อุปกรณ์แพทย์จะพิจารณาจากสภาพความผิดปกติของจะงอยปากที่ต้องรักษาด้วย เครื่องมือในการรักษาจะงอยปากนกที่มักใช้ คือ ตะไบ กรรไกรตัดเล็บชนิดธรรมดา แต่เครื่องมือที่นิยมใช้มากที่สุดคือเครื่องกรอไฟฟ้าความเร็วสูงที่มีหัวกรอละเอียด นอกจากนี้แพทย์จะพิจารณาว่าจะต้องฝนกรอเอาจะงอยปากที่ยาวนั้นออกมากน้อยเพียงใด จะงอยปากจึงจะอยู่ในความยาวที่เหมาะสม ไม่สั้น ไม่ยาวเกินไปที่จะเป็นผลให้เกิดปัญหาในการกินอาหารของนกในภายหลัง และที่สำคัญการรักษาต้องไม่ทำให้นกเจ็บปวดทรมาน เพราะจะงอยปากทั้งบนและล่างที่มีระบบประสาทซึ่งสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกเจ็บปวดได้นั้นจะมีเลือดหล่อเลี้ยงอยู่เต็ม หากจะงอยปากถูกฝนกรอออกลึกจนเกินไปก็จะทำให้มีเลือดออกได้ การรักษาจะงอยปากตามปกติสัตวแพทย์จะไม่มีความจำเป็นต้องวางยาสลบนก และหลังจากการรักษาก็ไม่มีความจำเป็นต้องให้ยาใดๆกับนก ยกเว้นในกรณีที่สัตวแพทย์เห็นว่าจะงอยปากนั้นอาจต้องมีการตะไบหรือกรอออกมากจนถึงระบบประสาทและอาจมีผลให้เจ็บและมีเลือดออกแน่นอน แพทย์จึงพิจารณาวางยาสลบนกเพื่อช่วยป้องกันความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้น และหลังจากแพทย์ทำการรักษาจะงอยปากเสร็จแล้วการให้ยาประทังความเจ็บปวดกับนกอาจจำเป็น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ หลังจากนั้นเมื่อจะงอยปากนกกลับมาเป็นปกติ นกก็จะเริ่มกินอาหารได้เอง อย่างไรก็ตามนกบางตัวอาจอยู่ในสภาวะที่จะต้องทำการรักษาจะงอยปาก เพื่อทำให้เข้ารูปในความยาวปกติอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ

ไม่ควรตะไบหรือตัดจะงอยปากของนกด้วยตัวเอง ไม่ควรใช้กรรไกรตัดเล็บหรืออุปกรณ์อื่นใดมาใช้ตัดและตะไบจะงอยปากนก เพราะนอกจากอาจเกิดปัญหาการติดเชื้อที่สามารถทำให้นกเสียชีวิตได้แล้ว การใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมยังอาจทำให้จะงอยนกปากแตกร้าวได้ด้วย ดังนั้นการดูแลจะงอยปากนกควรเป็นหน้าที่ของสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

- โรคตับ นกที่ได้รับการให้อาหารที่มีไขมันสูงเกินไป เช่น นกที่บริโภคเมล็ดพืชเพียงอย่างเดียวเป็นเวลานาน โดยเฉพาะเมล็ดพืชที่มีไขมันสูงอย่างเมล็ดทานตะวัน จะมีปัญหาโรคตับ ซึ่งโรคตับที่เกิดกับนกส่วนใหญ่จะเป็นโรคไขมันในตับ นกที่เป็นโรคตับจะมีตับที่ทำงานผิดปกติ เนื่องจากไขมันที่มีมากเกินไปในร่างกายของนกจะค่อยๆแทรกตัวเข้าไปแทนที่เนื้อเยื่อของตับ เป็นผลให้ตับหมดสภาพ เมื่อตับหมดสภาพ ระบบการทำงานของตับก็จะผิดปกติจนตับไม่สามารทำงานผลิตโปรตีนออกมาได้ในปริมาณที่เหมาะสม จนเป็นเหตุทำให้จะงอยปากของนกนิ่ม เมื่อจะงอยปากไม่มีความแข็งเพียงพอ ปรายจะงอยก็จะอ่อน โค้ง งอ ทุกครั้งเมื่อปลายจะงอยต้องสัมผัสกับสิ่งต่างๆ เช่น หากนก ต้องการแทะกระดองปลาหมึก นกก็จะไม่สามารถทำได้ เพราะจะงอยปากนกไม่แข็งแรงพอที่จะใช้ขูดฝนกระดองปลาหมึกได้ และเนื่องด้วยปัญหาการโค้งงอของจะงอยปากนกเช่นนี้ จึงทำให้จะงอยไม่มีโอกาสใช้งานเพื่อทำให้สึกลงได้เลย ในที่สุดจะงอยปากก็จะยาวยื่นออกมาอย่างผิดปกติ

เราอาจสามารถสังเกตุเห็นได้ด้วยว่า นกที่เป็นโรคตับอาจ มีไขมันสะสมที่บริเวณอกและท้องน้อย อาจพบจุดดำเล็กๆที่เกิดจากเลือดบริเวณจะงอยปากหรือเล็บเท้า และนกมักจะมีเล็บเท้าที่ยาวเร็วมาก ในบางกรณีหากนกมีปัญหาเลือดออกหรือมีแผลถลอก เลือดมักจะไม่แข็งตัวและหยุดไหลได้เองอย่างนกที่มีสุขภาพปกติ เป็นผลทำให้นกต้องเสียเลือดมากจนทำให้นกอาจเสียชีวิตได้ง่าย นอกจากนี้เราอาจทราบได้แต่เนิ่นๆว่านกเป็นโรคตับหรือไม่ จากการสังเกตุความผิดปกติของสีมูลนกและ ความผิดปกติของการถ่ายมูลที่มีเมล็ดพืชทั้งเมล็ดที่ไม่ย่อยออกมาให้เห็นปะปนอยู่ในมูลนกด้วย

หากสงสัยว่านกที่เลี้ยงอาจเป็นโรคตับ นกควรได้รับการตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการตรวจเลือดและตรวจสอบว่า ตับของนกมีความเสียหายมากน้อยเพียงใด ตับยังมีความสามารถในการทำงานได้หรือไม่ ในบางกรณีแพทย์อาจต้องตัดชิ้นส่วนตับไปตรวจ โรคตับสามารถรักษาให้หายได้หากตรวจพบแต่เนิ่นๆ แต่หากละเลยแล้วปล่อยให้นกเป็นโรคตับจนถึงขั้นรุนแรง นกก็จะเสียชีวิตได้

นกที่เป็นโรคตับควรได้รับการปรับเปลี่ยนอาหารจากที่เคยบริโภคเมล็ดพืชเพียงอย่างเดียว มาบริโภคอาหารที่มีไขมันน้อย เช่น อาหารสำเร็จรูป เสริมผักใบเขียว และให้นกได้มีโอกาสออกกำลังกายทุกวัน

Scissors beak

- โรค Scissors beak เป็นความพิการทางจะงอยปากที่มักเกิดจากปัญหาต่างๆ เช่น การพัฒนาของไข่ที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มนุษย์นำไข่นกออกมากกฟักด้วยเครื่องโดยใช้อุณหภูมิในการกกที่ไม่ถูกต้อง การนำลูกนกแรกเกิดออกมาป้อนอาหารโดยมนุษย์เร็วเกินไป และด้วยการสอดใส่อุปกรณ์ป้อนที่ไม่ถูกวิธี จนทำให้เกิดการกดและดันทำให้จะงอยปากของลูกนกผิดรูปไป นอกจากนี้ก็มีปัญหาการขาดแคลเซี่ยม การติดเชื้อ บาดเจ็บ และการถ่ายทอดสายพันธุ์ด้อยจากพ่อแม่ ปัญหานี้มักจะพบได้บ่อยในนก Macaws และนกกระตั้ว ที่ปากบนล่างมีลักษณะที่เฉออกไปจากกัน

- ปากล่างยื่นครอบปากบน (Parrot Beak) มักพบมากในนกกระตั้ว Cockatoos สังเกตุอาการได้จากปากที่มักจะเปิดอยู่เสมอ สาเหตุที่เป็นไม่แน่ชัด แต่มักพบบ่อยในนกที่มีพัฒนาการไม่สมบูรณ์ตั้งแต่อยู่ในไข่ที่ถูกนำออกมากกฟักในตู้กกที่ปรับอุณหภูมิในการกกไข่ไม่ถูกต้อง และเกิดจากการใช้เทคนิคการป้อนอาหารที่ไม่ถูกต้อง ที่สำคัญมักพบว่าลูกนกที่พ่อแม่เลี้ยงเองจะไม่มีปัญหานี้

โรค Scissors beak และโรคปากล่างยื่นครอบปากบน Parrot Beak นี้หากพบความผิดปกติของจะงอยปากตั้งแต่ลูกนกยังมีอายุน้อยก็จะสามารถรักษาให้หายได้ ด้วยการใช้นิ้วช่วยดันเพื่อทำกายภาพบำบัดให้ลูกนกทุกวันวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 1-2 นาที สำหรับนกโตที่ถูกปล่อยปัญหาทิ้งนานจนจะงอยปากมีความแข็งอยู่ตัวแล้ว จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยสัตวแพทย์ ที่จะช่วยตะไบ กรอ จัดแต่ง เข้าเฝือก หล่อAcrylic หรืออาจต้องใช้การผ่าตัด เพื่อจัดปากล่างและบนให้อยู่ในลักษณะที่ถูกต้อง ซึ่งการรักษาก็จะยากขึ้นและอาจต้องใช้เวลารักษานาน

- โรค Cnemidocoptes mites (Scaly Face) มักพบมากในนกหงษ์หยก โรคนี้เกิดจากการก่อตัวของไร ที่เข้าทำลายเนื้อเยื่อของจะงอยปากนก ทำให้จะงอยปากยาวหรือทำให้จะงอยปากผิดรูปร่างไป โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ด้วยการให้ยา Scatt ที่สามารถซื้อหาได้ หรือรักษาด้วยการใช้วาสลีน (Vaseline ครีมสีเหลืองในแผนกขายยา) ทาบางๆบนบริเวณที่มีไรพอกพูนทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง เป็นเวลาต่อเนื่องนาน 2-4 สัปดาห์เพื่อให้แน่ใจว่าไรและไข่จะตายหมด (เพื่อความสะอาดควรใช้ก้านสำลี cotton swab และระวังไม่ให้นกหรือนกตัวอื่นเลียยาที่ทา) วาสลีนจะทำหน้าที่เคลือบอุดปิดช่องรูโพรงที่ไรอาศัยอยู่เพื่อให้ไม่มีอากาศเข้าออก ไรจึงไม่สามารถหายใจได้และจะตายในที่สุด เมื่อไรตายคราบที่พอกพูนจะหลุดล่วงออกมา ในกรณีที่พบว่านกมีไรมากและมีไรในตำแหน่งสำคัญ เช่น บริเวณตา ไม่ควรใช้ยารักษาเองเพราะยาที่ใช้ในบริเวณตานั้นจะเป็นยาชนิดอื่น เพื่อป้องกันอันตรายจากการใช้ยาและป้องกันความเสี่ยงต่อชีวิตนกควรปรึกษาสัตวแพทย์เท่านั้น

หากพบว่านกมีไร นั่นอาจหมายความว่า นกอาจมาจากแหล่งที่ไม่สะอาด หรือนกกำลังถูกเลี้ยงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาด ดังนั้นการที่จะกำจัดโรคไรให้ได้ผล การดูแลทำความสะอาดสภาพแวดล้อมที่นกอาศัยอยู่ก็จะต้องทำไปพร้อมกันด้วย

- ปัญหาขากรรไกรแยก มีผลให้จะงอยปากแยกออก พบบ่อยในนกคอคคาเทล

- นกที่เป็นโรค Psittacine Beak and Feather Disease (PBFD) จะมีจะงอยปากที่ยาวผิดปกติ ปากเปราะแตกร้าวและหักออกง่าย ปากดำไม่มีผงขาวเคลือบ พบมากในนกกระตั้ว

- จะงอยปากหลุด นกที่จะงอยปากได้รับบาดเจ็บจากการกัดทำร้ายจากนกอื่น รุนแรงจนถึงขั้นจะงอยปากหลุด หากเนื้อเยื่อบริเวณโคนปากไม่เสียหาย จะงอยปากก็จะสามารถงอกขึ้นมาได้ใหม่ แต่หากเนื้อเยื่อมีแผลที่มีความเสียหายมากโอกาสที่จะงอยปากจะงอกใหม่นั้นจะหมดไป จนเป็นผลให้นกไม่มีจะงอยปากไปตลอดชีวิต ในกรณีเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ นกจะเสียเลือดมากควรรีบนำนกไปพบสัตวแพทย์ทันที หลังจากรอให้แผลหาย ในบางกรณีนกที่มีปัญหาจะงอยปากหลุดอาจมีความจำเป็นต้องใส่จะงอยปากเทียม

- จะงอยปากสึกและบิ่นแตก เช่น แตกจากการชน แตกการตกกระแทก แตกจากการที่นกมักใช้จะงอยปากงับและงัดซี่กรง แตกจากอุบัติเหตุจะงอยปากติดค้างระหว่างซี่กรง หรือ สึกจากการครูดกับซี่กรงผลจากการปีนขึ้นลงในกรงที่ไม่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง สึกเพราะการใช้จะงอยปากบ่อยมากในการช่วยพยุงตัวในกรณีนกขาพิการ ฯลฯ ในแผลของจะงอยปากที่ไม่รุนแรงนัก แผลอาจหายเองได้ เนื่องจากจะงอยปากนกจะมีการเจริญเติบโตขึ้นตลอดเวลา แต่หากแผลส่งผลให้จะงอยปากไม่สามารถใช้งานได้ปกติสัตวแพทย์ก็สามารถซ่อมแซมจะงอยปากได้ด้วยการใช้ Acrylics หล่อซ่อมและรอจนกว่าเนื้อเยื่อของจะงอยปากจะงอกกลับมาแทนที่ดังเดิม

หากเกิดอุบัติเหตุกับจะงอยปากนกจนทำให้มีแผล แผลนั้นควรได้รับการล้างทำความสะอาดด้วยการใส่ยา Antibiotic และ Antifungals เลือดที่ออกมากสามารถช่วยให้หยุดได้ด้วยน้ำแข็ง แป้งข้าวโพด แป้งสาลี ยาหยุดเลือดชนิดที่ไม่ผสมสาร silver nitrate หลังจากนั้นควรให้นกได้นอนพักผ่อน(ใช้ผ้าคลุมกรง)ในบรรยากาศที่สงบ หากเป็นในกรณีบาดเจ็บรุนแรงควรรีบนำนกส่งสัตวแพทย์ทันที

นกที่มีปัญหาเกี่ยวกับจะงอยปากตามที่กล่าวมานี้ ควรได้รับการตรวจสอบดูแลจะงอยปากอย่างเหมาะสม โดยสัตวแพทย์ที่มีความรู้และมีความชำนาญเกี่ยวกับนก และหากแพทย์พบว่านกมีจะงอยปากที่ผิดปกติ จะงอยปากนกตัวนั้นๆจะต้องได้รับการรักษาให้อยู่ในสภาพที่ถูกต้อง หากจะงอยปากนกไม่ได้รับการรักษาและไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแล นกอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการบริโภคอาหาร นกที่กินอาหารไม่สะดวกจะกินอาหารน้อยลงจนอาจเกิดปัญหาการขาดสารอาหารที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพในหลายๆด้าน กระทั่งนกจะมีน้ำหนักตัวที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดนกจะป่วยจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

อย่างไรก็ตาม นกที่ไม่มีจะงอยปากทั้งบนและล่าง หรือมีจะงอยปากเพียงแค่ส่วนใดส่วนหนึ่ง จะยังสามารถดำรงชีวิตปกติได้ จากการช่วยเหลือและการดูแลที่ดี นกก็จะสามารถปรับตัวกินอาหารเองได้ โดยนกอาจต้องกินเฉพาะอาหารอ่อนที่ไม่ว่าจะเป็นการชั่วคราวหรือตลอดชีวิต แต่กระนั้นก็มีรายงานว่า นกบางตัวอาจยังคงกินเมล็ดพืชได้ แม้กระทั่งป้อนอาหารให้ลูกของตัวเองได้

เพื่อสุขภาพที่ดีของจะงอยปากนก นกควรได้รับการดูแลเอาใจใส่จัดหาอาหารที่มีคุณภาพ เสริมแคลเซี่ยม และให้นกได้รับไวตามิน D จากแสงแดดอย่างเพียงพอ รวมถึงจัดหาวัสดุที่เหมาะสมให้นกได้กัดแทะ ก็จะช่วยป้องกันปัญหาต่างๆที่อาจเกิดกับจะงอยปากให้นกได้

.....
เขียนโดย แก้วตา

2/14/2003
last update 7/5/2007



*บทความและภาพประกอบเป็นสิขสิทธิ์ของผู้เขียนและเจ้าของภาพถ่าย ที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กฏหมายลิขสิทธิ์
การนำไปเผยแพร่ต่อเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าหรือเพื่อผลประโยชนอื่นใด ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการเท่านั้น


cookietalkie@yahoo.com
TOP





copyright © 2003-2008 CookieTalkie.com