About UsMembershipContact Us
HomeObjectiveAlternativeArticlesLinksSpecialsAdoptionWeb Board
       รายละเอียด   |   ช่วยอย่างไร   |   รายชื่อนกที่ช่วยเหลือ   |   กิจกรรม   |   รายชื่อสัตวแพทย์   |   คู่มือดูแลนก   |   นกหาย/พบนก


โ ค ร ง ก า ร " ฟ้ า ใ ส "
บ้ า น ห ลั ง ใ ห ม่ ข อ ง น ก โ ช ค ดี

คู่มือดูแลนก
« กลับไปที่หน้าสารบัญ



เว็บ CookieTalkie มีนโยบายไม่สนับสนุนการเลี้ยงนก รวมถึงไม่สนับสนุนการซื้อ-ขาย และเพาะผสมพันธุ์นกเพื่อการค้า กรุณาอ่าน"จุดมุ่งหมาย"ของเว็บเพื่อความเข้าใจ สำหรับคุณที่มีนกเลี้ยงอยู่แล้ว กรุณาอย่าปล่อยทิ้งนกที่เลี้ยงออกมาในธรรมชาติ แต่ควรดูแลนกของคุณให้ดีที่สุด โดยไม่เพิ่มประชากรนกและไม่ซื้อนกเพิ่ม บทความในคู่มือดูแลนกด้านล่างนี้ ได้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้กับผู้ที่ยังจำเป็นต้องดูแลนกในครอบครอง ผู้ที่รับเลี้ยงนกพิการ และผู้อุปการะนกในกรณีต่างๆ ได้ใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของนกให้ดียิ่งขึ้น




ไข่ติดค้าง Egg Binding



ผู้เลี้ยงนกหลายท่านไม่ทราบว่านกที่เลี้ยงอยู่เป็นเพศอะไร เพราะนกบางชนิดมีลักษณะภายนอก ที่คล้ายๆกันยากแก่การคาดเดา นกบางชนิดต้องใช้การตรวจสอบโดยเทคนิคทางการแพทย์ เท่านั้นจึงจะบอกเพศได้ เช่นการตรวจเลือด DNA
และด้วยสาเหตุแห่งความไม่รู้เพศนกนี้การเดาเพศผิดๆจึงมักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ นกที่คุณคิดมา ตลอดว่าเป็นเด็กผู้ชายอาจจะออกไข่ให้คุณตกใจได้ในเช้าวันใดวันหนึ่ง ดังนั้นการรู้เพศนกจะ เป็นประโยชน์มากในกรณีความกังวลในเรื่องนี้
เมื่อทราบแล้วว่านกเป็นเพศเมียก็ควรศึกษาอาการของนกที่จะออกไข่ (อ่านได้จากคู่มือคนรักนก เรื่อง "อาการของนกที่กำลังจะวางไข่และการเตรียมพร้อม") เมื่อรู้อาการของนกเราก็จะเดาได้ว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นกับเขา หากเราพบว่าเขานอนซมอยู่ที่พื้นกรงและหมดแรง
นกเพศเมียแม้จะไม่มีคู่ก็ออกไข่ได้แต่ไข่ที่ได้จะไม่มีเชื้อ นั่นหมายถึงไข่ไม่สามารถฟักเป็นตัว นกจะเริ่มออกไข่เมื่ออายุราวปีเศษ บางตัวอาจเร็วกว่านั้น และหากนกออกไข่เมื่ออายุยังน้อย คุณผู้เลี้ยงนกควรต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ
(มีความเป็นไปได้เช่นกันที่นกเพศเมียบางตัวไม่มีการออกไข่เลยตลอดชีวิต)

ปัญหาไข่ติดค้างนี้มักจะเกิดกับนกขนาดเล็กเช่น Cockatiels, Parakeets (Budgies), Lovebirds, Canaries และ Finches

สาเหตุแห่งการเกิดอาการไข่ติดค้าง

อาการไข่ติดค้างมักจะเกิดกับนกที่มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ เช่น
  • นกที่ขาดสารอาหารหรือไม่ได้รับการดูแลให้อาหารอย่างเหมาะสม
  • นกที่ขาดแคลเซียม ไวตามิน แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายที่จะนำไปสร้างเปลือกไข่และสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรง
  • นกที่กินแต่เมล็ดพืชเพียงอย่างเดียว
  • นกที่ขาดการออกกำลังกายหรือออกกำลังกายไม่เพียงพอ
  • นกที่มีน้ำหนักมากเกินน้ำหนักปกติ (อ้วน)
  • นกที่ออกไข่เมื่ออายุยังน้อย
  • นกที่ถูกผสมพันธุ์มากหรือบ่อยเกินไป
  • นกที่มีความผิดปกติในระบบสืบพันธุ์
  • นกที่ออกไข่มากเกินปกติ Chronic egg-laying
  • นกชรา ทรุดโทรม
  • นกที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม
  • เกิดจากกรรมพันธุ์
  • เกิดจากขนาดของไข่ที่ใหญ่เกินไปไข่นิ่มและหรือไข่ที่ผิดรูปทรง

เนื่องจากกระบวนการในการสร้างเปลือกไข่นั้นต้องอาศัยแคลเซียมเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นหากนกขาด หรือได้รับแคลเซียมและธาตุอาหารอื่นๆไม่เพียงพอ จะเป็นเหตุให้เปลือกไข่นิ่มและหรือทำให้ ไข่ผิดรูปทรง เมื่อเปลือกไข่ไม่แข็งพอกล้ามเนื้อก็ไม่สามารถที่จะรวบเกาะจับไข่ได้มั่นคงเป็นผล ให้ไม่สามารถขับดันไข่ออกมาทางช่องคลอดได้ (ที่เป็นช่องเดียวกับทวารที่ใช้ในการขับถ่าย) จึงเป็นเหตุให้นกต้องพยายามเบ่งไข่นานเกินไปจนเกิดปัญหาไข่ติดค้าง ทรมานจนถึงตาย นอกจากนี้การขาดแคลเซียมยังมีผลทำให้นกมีกล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรงร่วมด้วย เมื่อกล้ามเนื้อ ไม่แข็งแรงก็เปรียบเหมือนผลร้ายซ้ำสอง

ไวตามิน D-3 มีส่วนสำคัญในการช่วยดูดซับแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย หากขาดไวตามิน D-3 ร่าง กายก็จะไม่ได้ใช้ประโยชน์จากแคลเซียมที่กินเข้าไปนั้น
ไวตามิน D-3 มีอยู่ในแสงแดดธรรมชาติ นกในบ้านที่ไม่ได้รับแสงแดดผู้เลี้ยงนกอาจให้ไวตามิน เสริมที่มีส่วนผสมของไวตามิน D-3 ทดแทนได้ (แสงอุลตราไวโอเล็ตไม่สามารถทะลุผ่านกระจก ได้ ดังนั้นการนำนกไปไว้ใกล้กระจกจึงไม่มีประโยชน์ใดๆ)
การให้นกได้กินไข่ แมลง หนอน mealworm (แมลงและหนอนต้องขึ้นกับชนิดของนก) ร่วมกับ เมล็ดพืชรวมต่างๆในปริมาณเล็กน้อยต่อวันจะช่วยทำให้ระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่างกาย สมดุลย์
จำกัดให้นกกินผักขม spinach ในปริมาณเล็กน้อย เนื่องจากผักชนิดนี้จะเข้าไปรบกวนการดูด ซับแคลเซียมที่จะเข้าสู่ร่างกาย

ในกรณีที่นกเกิดอาการไข่ติดค้างนี้ ถือได้ว่าเป็นกรณีฉุกเฉินหากเราทราบได้ทันก็สามารถนำนก ส่งสัตวแพทย์เพื่อทำการรักษาได้ รู้แต่เนิ่นๆการรักษาก็จะง่ายขึ้นโอกาสที่นกจะรอดชีวิตก็จะมีสูง เพราะหากปล่อยให้เวลาล่วงไปแม้ไม่กี่ชั่วโมง โดยนกไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี นกอาจถึงตาย ได้

อาการของนกเมื่อเกิดไข่ติดค้าง

หากพบว่า นกนั่งซุกตัวที่พื้นกรง ขากางออกทั้งสองข้าง ขนฟูพอง หางสั่นกระเพื่อมขั้นลง หรือกระดิก ท้องน้อยโป่งพอง มีอาการพยายามเบ่งไข่ หายใจติดขัด ไม่ค่อยถ่าย ให้สันนิษฐาน ว่านกอาจเกิดอาการไข่ติดค้าง
ไข่ติดค้างที่ไปทับกับระบบเส้นประสาทที่เท้าอาจทำให้นกไม่สามารถเกาะคอนได้ การที่ไข่กดทับ ลงบนเส้นเลือด อาจทำให้เห็นเท้าเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินอ่อน นกอาจมีอาการร้องคราง หากอาการ หนักอาจเป็นอันตรายถึงเป็นอัมพาตได้
กรณีไข่ติดค้างนี้บางครั้งแพทย์อาจต้องใช้การเอ็กเรย์ Ex-rays หรือตรวจอุลตร้าซาร์ว Ultrasound เพื่อดูว่าไข่อยู่ในตำแหน่งใด

หากพบว่านกเกิดอาการไข่ติดค้างทางที่ดีที่สุดคือ ผู้เลี้ยงนกต้องนำนกส่งสัตวแพทย์ทันที เนื่องจาก วิธีการรักษาด้วยตัวเองมักจะใช้ไม่ค่อยได้ผลนัก และเพราะนกมักมีอาการเจ็บปวดร่วมด้วยบาง ครั้งการรักษาแพทย์จึงอาจต้องใช้วิธีการวางยาสลบ
ห้ามบีบหรือพยายามรีดไข่ออกจากตัวนกเด็ดขาด ไข่ที่แตกในท้องจะเป็นอันตรายกับนกมาก เพราะของเหลวในไข่ที่ค้างอยู่ในร่างกายนกจะเป็นสาเหตุแห่งการติดเชื้อ และทั้งนี้การรีดหรือ ดันไข่อาจไปทำให้รังไข่หรือบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์เกิดการฉีกขาด ตกเลือดและเป็นอันตรายได้

สิ่งที่พอจะช่วยนกได้ก่อนที่จะถึงมือหมอคือ พยายามให้นกได้ผ่อนคลาย ค่อยๆรับนกขึ้นมาด้วย ความระมัดระวัง ใช้ Mineral Oil นวดเบาๆที่ผิวหนังบริเวณไข่ หรือใช้ K-Y Jelly หรือน้ำมันพืช เพียงเล็กน้อย นวดเบาๆที่บริเวณช่องคลอดเพื่อให้บริเวณช่องคลอดนิ่ม ยืดหยุ่น และช่วยให้เกิด การหล่อลื่นที่ช่องคลอด vent บริเวณที่ไข่จะออกมา ซึ่งเป็นช่องเดียวกับการขับถ่าย วิธีนี้จะช่วย ให้นกออกไข่ง่ายขึ้น
หากนกไม่มีอาหารในท้องหรือไม่ได้ทานอาหารเลย ผู้เลี้ยงนกอาจต้องให้อาหารโดยวิธีการป้อน ด้วยอุปกรณ์การป้อน การผสมไวตามิน Calcivet ของ Vetafarm ลงในน้ำดื่มหรือในอาหารป้อน อาจช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและจะช่วยในการเบ่งขับไข่ออกจากร่างกาย (การให้ไวตามินต้องอ่าน ฉลากให้เข้าใจและปฏิบัติตามทุกครั้ง)

ให้นกได้อยู่ในความอบอุ่นหรือกกไฟที่อุณหภูมิ 85 องศาฟาเรนไฮท์ ความอุ่นจะช่วยให้กล้ามเนื้อได้ ผ่อนคลายและอาจช่วยให้นกเบ่งไข่ออกมาได้ พยายามให้นกได้อยู่ในบรรยากาศที่เงียบและ พยายามไม่รบกวน เพื่อนกจะได้โฟกัสในการออกไข่ หาวิธีคอยเฝ้าดูนกอย่างไม่รบกวนตลอด เวลาหากหลังจาก 20 นาทีผ่านไปแล้วนกยังไม่สามารถออกไข่ได้เอง ให้รีบนำนกส่งสัตวแพทย์ทันที นกขนาดเล็กที่พยายามเบ่งไข่นานกว่า 1 ชั่วโมง หรือนกขนาดใหญ่ที่พยายามเบ่งไข่นานกว่า 3 ชั่วโมง แล้วไข่ไม่สามารถออกได้ ถือว่านกอยู่ในขั้นอาการหนัก

นกที่เกิดอาการไข่ติดค้างนี้มีสภาพในหลายระดับ ทั้งนี้แพทย์จะทำการวินิจฉัยว่าอาการนกอยู่ ในระดับใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับอาการของนกในขณะที่มาถึงมือแพทย์ แพทย์จะตรวจดูว่าในเวลา นั้นไข่อยู่ในตำแหน่งใดและนกเกิดอาการไข่ติดค้างมานานเท่าใด นกที่มีอาการหนักแพทย์อาจ ต้องดูแลนกไม่ให้เกิดอาการช็อคก่อนในอันดับแรก

ขั้นตอนในการรักษา

ในระดับที่ไม่รุนแรงนักแพทย์อาจใช้วิธีให้นกได้รับความอบอุ่นโดยนำนกใส่ในตู้ Incubator ที่อุณหภูมิ 85-95 ํF หยอดยาหล่อลื่นช่วย ให้แคลเซียม ให้ไวตามิน E , Selenium และไวตามิน D-3 หากนกยังไม่สามารถออกไข่ได้แพทย์อาจต้องใช้วิธีในขั้นต่อไป อาจให้ยาฉีดเข้าที่ไขกระดูกในส่วน ของกระดูกขา ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อหดรัดตัวทำให้นกเบ่งไข่ออกมาได้
หากนกมีอาการหนักกว่านั้นแพทย์อาจต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการนำไข่ทั้งใบออกมาหรือ หากไข่มีขนาดใหญ่มากยากแก่การนำไข่ออกมาทั้งใบได้ แพทย์อาจใช้เข็มไซริงค์เจาะผ่านช่องท้อง แล้วดูดของเหลวในไข่ออก ซึ่งวิธีนี้จะทำให้ไข่ยุบตัวและหลังจากนั้นประมาณ 2-3 วันเปลือกไข่ จะถูกขับออกมาเอง หรือแพทย์อาจต้องตัดเนื้อเยื่อบางส่วนที่อาจเป็นสาเหตุแห่งการติดขัดขวาง ทำให้นกไม่สามารเบ่งไข่ออกมาได้ ขั้นตอนสุดท้ายสำหรับนกที่มีอาการหนักที่สุดคือการผ่าตัดนำ ไข่ออก

การรักษาทั้งหมดมีความเสี่ยงในทุกขั้นตอน ดังนั้นการปรับปรุงให้นกได้บริโภคอาหารที่ดี และ พยายามดูแลเอาใจใส่นกอย่างเหมาะสมเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงปัญหานี้

.....
เขียนโดย แก้วตา



*บทความและภาพประกอบเป็นสิขสิทธิ์ของผู้เขียนและเจ้าของภาพถ่าย ที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กฏหมายลิขสิทธิ์
การนำไปเผยแพร่ต่อเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าหรือเพื่อผลประโยชนอื่นใด ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการเท่านั้น


cookietalkie@yahoo.com
TOP





copyright © 2003-2008 CookieTalkie.com