About UsMembershipContact Us
HomeObjectiveAlternativeArticlesLinksSpecialsAdoptionWeb Board
       รายละเอียด   |   ช่วยอย่างไร   |   รายชื่อนกที่ช่วยเหลือ   |   กิจกรรม   |   รายชื่อสัตวแพทย์   |   คู่มือดูแลนก   |   นกหาย/พบนก


โ ค ร ง ก า ร " ฟ้ า ใ ส "
บ้ า น ห ลั ง ใ ห ม่ ข อ ง น ก โ ช ค ดี

บทความพิเศษ
« กลับไปที่หน้าสารบัญ



เว็บ CookieTalkie มีนโยบายไม่สนับสนุนการเลี้ยงนก รวมถึงไม่สนับสนุนการซื้อ-ขาย และเพาะผสมพันธุ์นกเพื่อการค้า กรุณาอ่าน"จุดมุ่งหมาย"ของเว็บเพื่อความเข้าใจ สำหรับคุณที่มีนกเลี้ยงอยู่แล้ว กรุณาอย่าปล่อยทิ้งนกที่เลี้ยงออกมาในธรรมชาติ แต่ควรดูแลนกของคุณให้ดีที่สุด โดยไม่เพิ่มประชากรนกและไม่ซื้อนกเพิ่ม บทความในคู่มือดูแลนกด้านล่างนี้ ได้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้กับผู้ที่ยังจำเป็นต้องดูแลนกในครอบครอง ผู้ที่รับเลี้ยงนกพิการ และผู้อุปการะนกในกรณีต่างๆ ได้ใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของนกให้ดียิ่งขึ้น




ลูกนกที่เติบโตอย่างว้าเหว่และเดียวดาย




บทความที่จะได้อ่านต่อไปนี้ เป็นบทความที่จะแสดงให้เราได้เห็นถึงพฤติกรรมในระหว่างอยู่ในรัง ของครอบครัวนกที่ประกอบไปด้วยพ่อ แม่และลูกนก ซึ่งการได้มีโอกาสเรียนรู้ว่า นกในรังนั้นเขามีการปฎิบัติต่อกันอย่างไร จะช่วยทำให้เราเข้าใจถึงสังคมครอบครัวนกมากขึ้น จนเราสามารถมองเห็นได้ชัดเจนว่า ในความเป็นจริงแล้ว สังคมครอบครัวของนกนั้น มิได้มีอะไรแตกต่างไปจากสังคมครอบครัวของมนุษย์เลยแม้แต่น้อย เราลองมาแอบดูชีวิตในรังของพวกเขากัน

ด้วยการติดตั้งกล้องวิดิโอขนาดจิ๋ว ที่ซ่อนไว้ในรังของนก Golden Conures อายุ 16 ปี ซึ่งเป็นพ่อแม่นกที่มีคุณภาพคู่หนึ่ง ทำให้เรามีโอกาสได้เรียนรู้พฤติกรรมของพวกเขา ซึ่ง ในขณะนั้นพ่อแม่นกคู่นี้ยังไม่มีโอกาสที่จะมีลูกคลอกต่อไป เพราะเขายังคงมีลูกนกที่เกิดจากครอกที่แล้ว และกำลังโต (เรียกว่านกรุ่น Juvenile) อยู่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวด้วย 1 ตัว

ลูกนกที่แม้จะลงรังแล้ว (หัดกินเองและหัดบิน) หากยังไม่ได้แยกออกมาจากพ่อแม่ พวกเขาก็มักจะยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ในรังเช่นเดิม โดยลูกนกรุ่น Juvenile ตัวนี้ก็มักจะเข้าๆออกๆรัง และใช้เวลาส่วนใหญ่ให้หมดไปกับการเล่นกับพ่อนก ที่ก็ดูเหมือนจะมีความอดทนกับลูกดีมาก แต่เมื่อเวลาผ่านสักพัก พ่อนกก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายกับการเล่นนี้และออกจากรังไป ลูกนกเองเมื่อเห็นว่าพ่อออกมาจากรัง ก็มักจะตามพ่อออกมาด้วย ซึ่งภาพกิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นให้ได้เห็นผ่านจอเสมอๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในบางครั้งที่ลูกนกอยู่นอกรัง แม่นกก็จะกลับเข้ารัง และในระหว่างที่พ่อแม่นกมีกิจกรรมผสมพันธุ์กันนั้น ลูกนกมักจะไม่ได้อยู่ในบริเวณนั้นด้วย

การเฝ้าดูพฤติกรรมของครอบครัวนกนั้น ทำให้เราทราบว่า ในขณะที่ลูกนกและพ่อแม่อยู่ในรังร่วมกัน พ่อแม่นกก็จะยังคงป้อนอาหารให้ลูกนกอย่างต่อเนื่อง ส่วนตัวลูกนกเองก็มักจะสนุกกับการเล่นหมุนกลิ้งตัวบ้าง สำรวจเท้าของตัวเองบ้าง และเล่นซนกับหางของพ่อแม่บ้าง ซึ่งบางครั้งพ่อแม่ก็ใจดีเล่นปลุกปล้ำกับลูกด้วย แต่ก็อาจมีบ้างที่ลูกนกซนจะถูกพ่อแม่ทำโทษ

เมื่อถึงเวลานอน ในขณะที่พ่อแม่นกเหนื่อยและพร้อมที่จะพักผ่อน แต่ลูกนกกลับยังคงอยากเล่น และการเล่นซนนี้บางครั้งก็ช่างชวนให้พ่อแม่โมโห กระทั่งเมื่อพ่อแม่เกิดความเบื่อหน่ายในการเล่นสนุกของลูก พ่อแม่ก็จะผละออกจากรัง โดยลูกนกก็มักจะตามออกมาด้วย จากนั้นสักครู่ต่อมา พวกเขาจึงต่างพากันกลับเข้ารังดังเดิม แล้วก็จะหลับไปด้วยกัน

ในเวลาต่อมา หลังจากที่พ่อแม่นกมีการผสมพันธุ์กันอีกครั้ง แม่นกก็ได้ออกไข่และกกฟักไข่ในรัง ในการกกฟักไข่ของแม่นกนั้น เราจะเห็นได้ว่าแม่นกจะเปลี่ยนตำแหน่งในการนั่งกกไข่เป็นระยะๆ และการที่แม่นกทำแบบนี้ก็เพื่อปรับเปลี่ยนอุณภูมิในการกกไข่นั่นเอง ในระหว่างที่แม่นกนั่งกกไข่ พ่อนกก็จะทำหน้าที่นำอาหารมาป้อนให้แม่นก รวมทั้งพ่อนกจะใช้เวลาส่วนใหญ่ช่วยจัดไซ้ขนให้แม่นกด้วย แม่นกเองก็จะยกปีกให้พ่อนกทำหน้าที่ไซ้ให้จนบางครั้งแม่นกก็เพลินหลับไป

ในระหว่างที่แม่นกกำลังนั่งกกไข่ ลูกนกรุ่น Juvenile ก็จะยังคงอยู่กับแม่ในรัง บางครั้งยังได้เห็นว่าลูกนกยังพยายามจะช่วยป้อนอาหารให้แม่นกด้วย

ในช่วงเวลาที่พ่อแม่นกผละออกจากรัง ลูกนกรุ่น Juvenile ก็จะสนุกกับการหมุนกลิ้งไข่ของแม่ไปรอบๆ แต่ลูกนกก็ไม่ได้แสดงท่าทีที่จะอยากกกไข่แต่อย่างใด ครั้นเมื่อแม่นกกลับเข้ารัง ลูกนกก็จะไปหาอย่างอื่นเล่นแทน โดยแสดงท่าว่าฉันไม่ได้สนใจไข่พวกนั้นเลย

กระทั่งเมื่อไข่ 2 ใบฟักได้ออกมาเป็นตัวแล้ว แม่นกผู้มีประสบการณ์จะไม่มีปัญหากับการป้อนอาหารให้ลูกอ่อน ส่วนลูกนกรุ่น Juvenile ที่ขณะนี้มีฐานะเป็นพี่ก็จะแสดงอาการสนใจต่อลูกนกเพิ่งเกิดใหม่ ที่เป็นน้องๆของเขาอย่างมาก โดยเขาพยายามที่จะเริ่มไซ้ขนและป้อนอาหารให้น้องๆด้วย ทั้งๆที่น้องๆก็เพิ่งมีอายุได้ไม่กี่วันเท่านั้น หรือนกผู้พี่ตัวนี้จะได้เรียนรู้วิธีการป้อนอาหารให้น้องๆจากการได้เห็นตัวอย่างจากที่พ่อแม่นกได้ทำ


ลูกนกในธรรมชาติ จะอยู่กับพ่อแม่นานมาก นานจนกว่าเขาจะพร้อมสำหรับการสร้างครอบครัวของตัวเอง ผลการศึกษาพบว่า นกขนาดเล็กอาจอยู่กับพ่อแม่นานถึงเกือบปี ส่วนนกขนาดใหญ่อย่าง Macaws อาจอยู่กับพ่อแม่นานถึง 3 ปี มันเป็นเวลานานพอที่พวกเขาจะได้เห็นน้องๆรุ่นต่อๆมาหลายๆรุ่น ลูกนกที่เกิดก่อนและยังคงอยู่กับพ่อแม่เหล่านี้ จะได้เรียนรู้ทักษะต่างๆจากพ่อแม่ เช่น ลูกนกจะได้เรียนรู้ถึงความรัก ความเอาใจใส่ ที่พ่อแม่นกปฎิบัติต่อกัน ได้เรียนรู้จากการเห็นพ่อแม่ดูแลน้องๆที่เกิดใหม่ ว่าพ่อแม่ได้ทำอะไรบ้าง ตั้งแต่การกกไข่ การหมุนกลับไข่อย่างสม่ำเสมอและรวมไปถึงได้เรียนรู้การป้อนอาหารให้ลูกนกซึ่งเป็นน้องๆที่เพิ่งเกิดใหม่ด้วย สิ่งเหล่านี้จะเป็นบทเรียนที่จะสอนให้เขารู้ว่า เมื่อเขาเติบโตไปมีครอบครัวของตัวเอง เขาจะเลี้ยงลูกของเขาอย่างมีคุณภาพ เพื่อการดำรงค์อยู่ของเผ่าพันธุ์ต่อไปได้อย่างไร

จากการได้อ่านบทความข้างบนนี้ เราคงมองเห็นได้ชัดว่า ชีวิตของนกนั้น พวกเขาพ่อแม่ลูก มีความรัก มีความผูกพัน มีการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน เหมือนอย่างที่ครอบครัวมนุษย์กระทำด้วยความรักต่อกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน และเมื่อเราได้ทำความเข้าใจถึงความผูกพันในครอบครัวของนกมากขึ้นแล้ว เราคงมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การถูกกระทำให้ต้องพลัดพรากจากกันระหว่างลูกนกกับพ่อแม่นกนั้น พวกเขาจะรู้สึกทุกข์ทรมานใจอย่างไร และหากเราผู้เป็นมนุษย์จะต้องถูกกระทำเยี่ยงนี้บ้างเล่า?

ธุรกิจการผลิตลูกนกเพื่อการค้านั้น ต่างกระทำโดยการดึงพราก ขโมยเอาลูกนกออกมาจากพ่อแม่นก ด้วยวิธีที่พ่อค้าและผู้เพาะพันธุ์ จะล้วงดึงเอาลูกนกที่อายุยังอยู่ในวัยยังไม่ลืมตาออกมาจากพ่อแม่ ลูกนกในวัยนี้เป็นวัยที่ยังต้องการครอบครัว ต้องการพ่อแม่ของเขาอย่างยิ่งยวด แต่พวกเขาก็ถูกพรากออกมา และถูกนำมาวางขายในตลาดนัดสัตว์เลี้ยง

หากเราได้อ่านบทความข้างต้นนี้แล้ว แต่เรายังไม่ชัดเจน ยังไม่เข้าใจ และยังนึกไม่ออกว่าลูกนกเหล่านี้จะต้องตกอยู่ในสภาพอย่างไร เราก็ลองมาอ่านกันอีกสักบทความ

ในปัจจุบันลูกนกในตลาดการค้านกเกือบทั้งหมด เป็นลูกนกที่ถูกแยกและถูกดึงออกจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่นก ในขณะที่ลูกนกเหล่านี้ยังมีความจำเป็นที่จะต้องได้เรียนรู้สิ่งต่างๆที่พ่อแม่จะถ่ายทอดให้โดยสัญชาติญาณธรรมชาติ ลูกนกเล็กๆที่ถูกแยกออกมาจากพ่อแม่นั้น พวกเขายังโหยหา ยังต้องการมุมมืดและความอบอุ่นในรัง พวกเขายังอยากได้รับไออุ่นจากการเบียดซุกของเหล่าพี่ๆน้องๆที่เกิดร่วมในครอกเดียวกัน รวมทั้งพวกเขายังคงต้องการอยากได้ซุกใต้ปีก จากการกกของพ่อแม่ ที่จะทำหน้าที่ผลัดกันกกให้ความอบอุ่นแก่ลูก น้ำหนักของปีกพ่อแม่ที่ทับลงบนตัวลูกนั้นได้ช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยให้กับลูกๆ

นอกเหนือจากการป้อนอาหาร ในระหว่างวันพ่อแม่นกจะทำหน้าที่ผลัดกันจัดไซ้ขนให้ลูกๆ พ่อแม่จะพลิกหงายลูกนกเพื่อทำความสะอาดให้ทั่วตัว พ่อแม่จะสอนให้ลูกรู้จักเล่น สอนให้รู้จักกิน สอนให้รู้จักบิน และสอนในทุกสิ่งที่จำเป็น ซึ่งบทเรียนทั้งหมดนี้จะได้ช่วยสร้างทักษะเพื่อให้ลูกนกเติบโตขึ้นมาเป็นนกที่สมบูรณ์แบบ

แต่เมื่อมนุษย์ได้ดึงลูกนกออกมาจากรัง มาอยู่ในสภาพแวดล้อมภายนอกที่ลูกนกไม่คุ้นเคย ในบรรยากาศที่มีสภาพเสียงที่ดังรบกวน ในอุณหภูมิภายนอกที่แตกต่าง ในแสงที่สว่างจ้า และในอีกหลายปัจจัยที่มีสภาพแวดล้อมแตกต่างออกไปจากภายในรัง ที่ลูกนกควรได้อยู่นั้น ได้สร้างความเครียดให้กับลูกนกอย่างมาก และความเคลียดนี้เองที่มีผลทำให้ลูกนกมีปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในระบบการย่อยอาหารที่มักทำงานผิดปกติ รวมถึงปัญหาการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ และแล้วลูกนกที่ถูกดึงออกมาจากรังเหล่านี้ ก็จะต้องตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างนอกรังเช่นนี้ซ้ำๆเหมือนเดิมทุกๆวันเป็นเวลานาน นานจนกว่าลูกนกจะทนทานพอ และจำต้องปรับตัวเองให้ได้ในที่สุด แต่กว่าจะถึงวันนั้น กว่าที่ลูกนกจะปรับตัวได้.....อะไรจะเกิดขึ้น

แม้ผู้เพาะเลี้ยงนกมืออาชีพจะได้ทำการดูแลลูกนกอย่างดี เพื่อพยายามลดความเคลียดให้ลูกนก พยายามที่จะสร้างความคุ้นเคย ให้ลูกนกสามารถรับกับสภาพการเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตอย่างปกติ แต่จะอย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมว่า มนุษย์ก็ยังคงไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดีเทียบเท่าพ่อแม่นก อย่างแน่นอน มนุษย์ไม่มีปีกที่จะกกให้ความอบอุ่น มนุษย์ไม่สามารถใช้จะงอยปากจัดไซ้ขนให้ลูกนก มนุษย์ไม่สามารถนอนกกลูกนกได้ทั้งคืน และมนุษย์ผู้ดึงลูกนกออกจากอ้อมอกของพ่อแม่ ก็ไม่เคยมีเวลาให้ลูกนกอย่างอุทิศตนได้ อย่างที่พ่อแม่นกทำให้ลูกนกตลอดเวลา เพราะในแต่ละวันมนุษย์มีเวลาให้ลูกนกได้เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงในระหว่างการป้อนอาหาร ซึ่งมนุษย์บางคนก็ยังทำมันอย่างลวกๆให้ภาระเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว โดยเฉพาะกับผู้เพาะนกที่มีลูกนกจำนวนมาก

อย่างนี้แล้วช่างเทียบไม่ได้เลยกับการปล่อยให้พ่อแม่นกได้เลี้ยงลูกนกกันเองตลอด 24 ชั่วโมง

และด้วยเหตุนี้... สิ่งแรกที่ลูกนกตัวนั้นๆได้เรียนรู้เมื่อแรกถูกดึงพรากออกจากพ่อแม่ก็คือ... ความว้าเหว่และเดียวดาย

เปรียบได้กับการเป็นลูกกำพร้า ลูกกำพร้า ที่มักจะถูกดึงออกมาจากรังตั้งแต่ตายังไม่เปิด และขนที่ยังคงขึ้นไม่เต็ม ด้วยสภาพเช่นนี้จึงมีผลทำให้ลูกนกอ่อนแอและบอบบางเกินกว่าที่ลูกนกจะสร้างความอบอุ่นให้กับตัวเองได้ จนทำให้มีความจำเป็นที่ลูกนกจะต้องถูกนำไปใส่ไว้ในเครื่องกกไฟฟ้าเพื่อให้ได้รับความอบอุ่น และมีความจำเป็นที่จะต้องนำลูกนกไปอาศัยอยู่ในกล่องพลาสติคแทนการอยู่ในรัง ลูกนกต้องถูกยัดเยี่ยดให้อยู่กับเทคนิคหลายๆอย่าง ที่ต่างเป็นสิ่งทดแทนความอบอุ่นที่แท้จริงที่เขาควรได้รับจากพ่อแม่นก และในที่สุดแล้ว หากการดูแลต่างๆเหล่านี้ทำได้ไม่ดีพอ...ลูกนกก็อาจตาย

แต่แม้ว่า ลูกนกจะมีโอกาสรอดชีวิตมาได้ เราก็อาจมองเห็นได้ชัด ถึงความเจ็บปวดและความเดียวดาย ที่ฝังลึกลงไปภายใต้จิตใจนก

เมื่อมนุษย์ยังคงต้องการนกที่มีความเชื่อง ระบบการตลาดจึงต้องตอบสนองความพึงใจให้กับผู้ซื้อ ด้วยวิธีดึงพรากลูกนกออกมาจากพ่อแม่นก เพื่อผลักดันให้ลูกนกมีความคุ้นเคยกับคน ด้วยเหตุนี้เองเมื่อเวลาที่เราไปหาซื้อนก เราจึงมักจะได้เห็นลูกนกที่แสดงท่าทางเสนอตัว อยากไปกับคนโน้นคนนี้ ซึ่งเป็นท่าทางที่ทำให้เราเข้าใจผิด คิดว่าลูกนก "เลือกเรา" แต่เปล่าเลย เพราะนี่มันเป็นเพียงอาการของลูกนกที่เดียวดายต่างหาก มันเป็นความเดียวดายโหยหาความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับจากพ่อแม่ที่แท้จริง ก็เพราะเมื่อลูกนกลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่ได้เห็นแทนที่จะเป็นหน้าพ่อแม่นกของตัวเอง กลับกลายเป็นต้องเห็นหน้าคน ลูกนกจึงประทับฝังใจกับคน วิธีนี้ได้เอื้อประโยชน์ให้กับการตลาดอย่าง พอดี เพราะลูกนกเหล่านี้ "ขายง่าย"

ลูกนกเหล่านี้เติบโตขึ้นมาอย่างเจ็บปวด นกที่มีความรู้สึกละเอียดอ่อน อย่างนกกระตั้วและนก African Greys จะเติบโตมาด้วยความต้องการมนุษย์อย่างสูงอยู่ตลอดเวลา ทั้งชีวิต อารมณ์และความรู้สึกของนก จะขึ้นอยู่กับมนุษย์คนนั้นๆที่นกพึงใจ นกอย่าง Conures และ Macaws ก็สามารถแสดงความต้องการมนุษย์ได้เช่นกัน มันเป็นความต้องการที่อยากให้มนุษย์ช่วยเยียวยาความเปลี่ยวดายที่พวกเขาได้รับ เมื่อครั้งถูกพรากจากพ่อแม่ เพื่อเป็นการชดเชยความเจ็บปวดในชีวิตที่ผ่านมา

แม้นกอย่าง Amazons อาจแสดงท่าทางเหมือนเด็กที่ยะโสวางท่า เพื่อปกป้องความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วนกที่ถูกดึงออกมาจากพ่อแม่เพื่อมารับการป้อนอาหารโดยมนุษย์เหล่านี้ จะพยายามสร้างแบบฉบับของบุคคลิกให้ตัวเอง เพื่อที่จะช่วยเติมเต็มความรู้สึกว่างเปล่า...จากการที่ต้องตกเป็นลูกกำพร้านั่นเอง

ลูกนกผู้หิวโหย คือลูกนกที่ได้รับการดูแลโดยผู้เพาะเลี้ยงที่ขาดความรับผิดชอบ ผู้ที่ปล่อยให้ลูกนกหิวและร้องขออาหาร หรือผู้ที่ปล่อยให้ลูกนกอดอาหารเป็นบางมื้อ หรือต้องอดอาหารหลายๆมื้อ ความอดมักส่งผลให้ลูกนกตัวนั้นๆเกิดความหวาดกลัวในความไม่มั่นคงของชีวิต กระทั่งเมื่อลูกนกเติบโตขึ้น ความรู้สึกหวาดกลัวเช่นนี้ก็ยังคงฝังลึกอยู่ในใจ และหากวันใดเมื่อลูกนกไปอยู่บ้านใหม่ แล้วเกิดมีเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้ขึ้นซ้ำอีก แม้ว่านกตัวนั้นๆจะได้ไปอยู่กับเจ้าของที่ให้การดูแลนกอย่างดีเพียงใด แต่หากวันใดที่ผู้เป็นเจ้าของนกมีความจำเป็นต้องจากไป ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางแค่ชั่วคราวหรือด้วยเหตุอื่น ความรู้สึกหวาดกลัวที่ฝังอยู่ในใจครั้งอดีต ก็จะสามารถหวนกลับมาเกิดขึ้นได้อีกครั้ง และนั่นมักหมายถึงความหวาดระแวง ความสับสน รวมถึงความไม่เข้าใจที่ทำให้ คิดว่า ตัวเองทำอะไรผิดจึงเป็นผลให้ถูกทอดทิ้ง จนในที่สุดความหวาดกลัวนั้นก็ทำให้นกหันมาทำร้ายและลงโทษตัวเอง

ลูกนกที่ไม่สามารถปรับตัวให้ยอมรับกับสถานการณ์ต่างๆได้ มักขาดความมั่นใจ ทำให้นกเหล่านี้เติบโตขึ้นมาด้วยอาการเรียกร้อง อยากได้สัมผัสโอบกอด มีความหวงแหนและมีความต้องการมนุษย์อย่างแรงกล้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก็เพราะลูกนกต้องการที่จะปกป้องความรู้สึกเปลี่ยวดายให้ตัวเอง


เมื่อเราได้อ่านบทความทั้งสองบทนี้แล้ว หวังว่าเราคงมองเห็นถึงความทุกข์ของการเกิดเป็นนกในกรงขัง ที่มีชีวิตเป็นเพียงสินค้าชิ้นหนึ่ง พวกเขาเป็นนกที่ถูกกระทำให้เกิดความผิดปกติทั้งทางกายและทางใจ ซึ่งปัญหาต่างๆที่ลูกนกต้องเผชิญตั้งแต่เด็กได้ส่งผลไปถึงพฤติกรรมของนกเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น จนทำให้มนุษย์ผู้อยากเลี้ยงนกไม่สามารถยอมรับพฤติกรรมประหลาดของนกได้อีกต่อไป และในที่สุดมนุษย์ก็จะเกิดความเบื่อหน่าย อยากทอดทิ้งและอยากขายนก เพื่อกำจัดภาระนี้ทิ้งออกไปจากตัว ปัญหาเหล่านี้เรามักมองเห็นได้ง่ายๆจากการที่มีผู้ประกาศขายนกทิ้งกันเสมอๆ ทำให้นกต้องถูกโยนจากบ้านหนึ่งไปอีกบ้านหนึ่ง ไม่รู้อนาคต ไม่รู้ว่าจะจบลงที่ตรงไหน บ้านไหน ไม่รู้ว่าจะจบลงอย่างไร จนทำให้นกที่มีพฤติกรรมประหลาดอยู่แล้ว สะสมพฤติกรรมประหลาดมากขึ้นไปอีก....อย่างน่าเวทนา

ถึงเวลาหรือยังที่เราจะหยุดส่งเสริมการพรากลูกนกออกจากอกพ่อแม่ และถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะหยุดส่งเสริมการค้าขายชีวิตนก

.....
เขียนโดย แก้วตา

2/11/2004
last update 2/7/2007



*บทความและภาพประกอบเป็นสิขสิทธิ์ของผู้เขียนและเจ้าของภาพถ่าย ที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กฏหมายลิขสิทธิ์
การนำไปเผยแพร่ต่อเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าหรือเพื่อผลประโยชนอื่นใด ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการเท่านั้น


cookietalkie@yahoo.com
TOP





copyright © 2003-2008 CookieTalkie.com