|
|
|
|
|
|
 |
โ ค ร ง ก า ร " ฟ้ า ใ ส "
บ้ า น ห ลั ง ใ ห ม่ ข อ ง น ก โ ช ค ดี
บทความพิเศษ
« กลับไปที่หน้าสารบัญ
เว็บ CookieTalkie มีนโยบายไม่สนับสนุนการเลี้ยงนก รวมถึงไม่สนับสนุนการซื้อ-ขาย และเพาะผสมพันธุ์นกเพื่อการค้า กรุณาอ่าน"จุดมุ่งหมาย"ของเว็บเพื่อความเข้าใจ สำหรับคุณที่มีนกเลี้ยงอยู่แล้ว กรุณาอย่าปล่อยทิ้งนกที่เลี้ยงออกมาในธรรมชาติ แต่ควรดูแลนกของคุณให้ดีที่สุด โดยไม่เพิ่มประชากรนกและไม่ซื้อนกเพิ่ม บทความในคู่มือดูแลนกด้านล่างนี้ ได้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้กับผู้ที่ยังจำเป็นต้องดูแลนกในครอบครอง ผู้ที่รับเลี้ยงนกพิการ และผู้อุปการะนกในกรณีต่างๆ ได้ใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของนกให้ดียิ่งขึ้น
ริดลี่ ผู้ถูกทอดทิ้ง
ถ้าริดลี่รู้อนาคต...เขาคงอยากอยู่ในไข่ต่อไป และคงไม่ปล่อยให้สัญชาติญาณโน้มนำให้เขาเจาะไข่ให้แตกเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นออกมาจากในนั้น
แม้ด้วยดวงตาที่ยังคงปิดสนิด...แต่ริดลี่ก็สามารถรับรู้ถึงสัมผัสอันอ่อนโยนจากพ่อและแม่ของเขา พ่อแม่ที่ได้ช่วยกันป้อนอาหารให้เขาด้วยจะงอยปาก พ่อแม่ที่ได้ช่วยกกกอดร่างที่แทบจะเปลือยเปล่าของเขาไว้ ภายใต้ปีกและขนอันอ่อนนุ่ม
เมื่อเวลาผ่านไปจนกระทั่งริดลี่มีขนขึ้นเต็มตัว....ริดลี่ก็ได้รู้จักกับพ่อแม่ที่เป็นมนุษย์
ไมค์ ผู้ป้อนอาหารอุ่นอ่อนๆด้วยช้อนให้ริดลี่ และไมค์ก็มักจะโอบกอดร่างของริดลี่ไว้ที่ใต้คาง ในช่วงเดือนแรกๆของชีวิต ริดลี่ได้เรียนรู้ในหลายๆสิ่ง ริดลี่ได้เรียนรู้ถึงวิธีถือก้านบล็อคเคอรี่ไว้ด้วยเท้าข้างหนึ่ง ไปพร้อมๆกับการกัดกินมันทีละน้อยด้วยจะงอยปาก ริดลี่เรียนรู้ที่จะไม่ร้องโวยวายเมื่อได้เห็นผลแบล็คเบอร์รี่ที่อยู่ในถ้วยอาหาร แต่กลับแสดงอาการยกหงอนสีส้มสวยนั้นขึ้นชี้ฟ้าแทน ริดลี่ได้เรียนรู้ถึงการอาบน้ำและเขาก็ชอบละอองน้ำที่พุ่งกระจายเป็นสายมาจากขวดสเปรย์ ริดลี่เรียนรู้ที่จะใช้จะงอยปากไซ้ขนที่อ่อนนุ่มสะอาดของตัวเอง และริดลี่ก็ยังยอมให้ไมค์ใช้ปลายนิ้วช่วยลูบคลึงขนหนามเส้นใหม่ที่ตัวเองเอื้อมไซ้ไม่ถึงอีกด้วย
ริดลี่เรียนรู้ที่จะให้ความรักแก่ไมค์ แต่ไมค์ผู้มีหน้าที่เลี้ยงดูลูกนกจำนวนมากไม่สามารถที่จะเก็บลูกนกไว้ได้เองทุกตัว และแล้ววันหนึ่งริดลี่ก็ถูกขายให้กับสุภาพสตรีผู้หนึ่ง ที่มาพร้อมกับเด็กหญิงเล็กๆชื่อ "เรน่า"
เมื่อถึงเวลาที่จะต้องจากลา ไมค์พยายามนึกฝันว่า ริดลี่จะได้ไปเป็นสมาชิกที่มีความสุขอยู่ในบ้านหลังใหม่ และเมื่อเรน่าเติบโตขึ้นไปมีบ้านของตัวเอง ริดลี่ก็จะยังคงอยู่กับเธอ ไมค์รู้ว่ามันจะเป็นไปได้แน่นอนเพราะนกกระตั้วเป็นนกที่มีอายุยืนยาวนาน
ไมค์..มีความรู้ดีเกี่ยวกับนกชนิดนี้
แต่ไมค์ไม่อาจรู้อนาคตของริดลี่ ดังนั้นไมค์จึง...ทอดทิ้งริดลี่
ในระยะแรกๆ....ริดลี่ต้องพบกับความสับสนมากมายในโลกใหม่และสิ่งใหม่ๆ บ้านใหม่ ที่มีเสียงสภาพแวดล้อมที่แปลกใหม่ ภาพที่ปรากฏในสายตาก็เป็นวิวที่แปลกใหม่ อาหารใหม่ กรงใหม่และผู้คนก็หน้าใหม่ๆ แต่ริดลี่เป็นนกที่ฉลาดเหลือเกิน ริดลี่จึงเรียนรู้และเข้าใจสิ่งใหม่ๆได้จากการสอน
ริดลี่เรียนรู้ว่าเพื่อนที่ดีคนใหม่ชื่อว่า "แม่" และริดลี่ก็เรียนรู้ว่า..เมื่อถึงเวลาที่จะต้องกลับเข้ากรง หากเขาได้อ้อนแม่ด้วยวิธีเอนหัวซบลงบกไหล่แม่แล้วละก็ ริดลี่จะได้เวลาแถมอีกนิดหน่อยเพราะแม่จะช่วยลูบขนที่คอให้ ริดลี่รู้ว่าจะทำให้เรน่าหัวเราะได้เมื่อตัวเองโชว์การห้อยหัวแบบกายกรรม และเรน่าก็มักจะพูดว่า "ริดลี่เป็นกระตั้วไอสครีมซันเดย์ ที่มีลูกพีชและครีมลาดหน้า"
แน่นอนทุกครั้งเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ริดลี่ก็มักจะยกหงอนขึ้นพร้อมกับกางปีก
แต่แม่และเรน่าก็ต้องเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากความเป็นนกของริดลี่เช่นกัน พวกเขาได้เรียนรู้ว่านกกระตั้วมีความสุขกับการได้ร้องตะโกนในยามเช้าและยามเย็น และเมื่อริดลี่ตะโกน แม่ก็จะยักไหล่แล้วพูดว่า "พวกเรารู้ดีเสมอว่านกกระตั้วชอบตะโกน" และนอกจากนี้แม่ก็เรียรรู้ว่า แม่จะต้องป้องกันจะงอยปากของริดลี่ ไม่ให้เข้าใกล้โต๊อาหารที่เป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้ แต่แม้กระนั้นแม่ก็มักจะพูดเสมอว่า "บ้านเราไม่ค่อยจะมีแขกมาทานอาหารเย็นพร้อมๆกันทั้งสี่ที่นั่งอยู่แล้ว"
ดังนั้นทั้งริดลี่ แม่และเรน่าจึงเป็นครอบครั้วที่มีความสุขสำราญใจ จนกระทั่งถึงวันที่แม่ซื้อเมล็ดแมคคาเดเมียนัทมาหย่อนลงในถ้วยอาหารของริดลี่แล้วพูดว่า "ริดลี่..ของกินพิเศษนี้สำหรับการฉลองตำแหน่งใหม่ของแม่"
ริดลี่ไม่เข้าใจหรอกว่าการฉลองตำแหน่งใหม่ของแม่คืออะไร แต่แมคคาเดเมียนัทนั้นมันดูเหมือนจะเป็นของดี และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมาแม่ดูจะมีเวลาให้ริดลี่น้อยลง...น้อยลง...
เรน่าเองก็ออกนอกบ้านมากขึ้น แล้วบางวันเรน่าก็ยังสวมเสื้อผ้าแปลกๆ ริดลี่ได้ยินเธอพูดว่า..จะไปเรียนเต้นรำ
เรน่ายังคงพูดคุยกับริดลี่ทุกเช้า ส่วนริดลี่เองก็ยังคงทำขนยุ่งๆมาปกคลุมจะงอยปาก ที่เป็นสัญญลักษณ์ทำให้เรน่าเรียกมันว่า เป็นการทำหน้าตาที่อ่อนโยน และเหมือนทุกครั้ง เรน่ายังคงเรียกริดลี่ว่า "ริดลี่เป็นกระตั้วไอสครีมซันเดย์ ที่มีลูกพีชและครีมลาดหน้า"
อย่างเคยเมี่อได้ยินคำพูดนี้ ริดลี่ก็จะจำได้และยกหงอนที่หัวขึ้นพร้อมกางปีก
แต่เมื่อริดลี่ต้องโดนอยู่ในกรงเพียงลำพังหลายๆชั่วโมง วันที่แสนจะยาวนาน..ริดลี่ไม่รู้จะทำอะไรดี ริดลี่จึงเริ่มเบื่อ
มันอาจเป็นเพราะสาเหตุนี้กระมังที่ทำให้ริดลี่จิกแม่ ครั้นเมื่ออยู่บนแขนแม่ ริดลี่ก็ยังรู้สึกตื่นเต้นกับเสียงเคาะประตูของบุรุษไปรษณีย์ จนทำให้ริดลี่นึกอยากจะจิกไล่บุรุษไปรษณีย์ ให้เอาเจ้ากล่องใบใหญ่ๆไปให้พ้นตา หรือริดลี่จะมีพลังงานเหลือเฟือ
ที่ทำให้การจิกกัดอาจจะช่วยปลดเปลื้องพลังงานนั้นออกไปซะบ้าง ริดลี่คงอยากจิกกัดคอนไม้บ้าง แต่โชคไม่ดีเพราะเจ้าคอนไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุดในเวลานั้น..มันเป็นข้อมือของแม่ ริดลี่เองก็ไม่รู้ตัวว่า..ทำไมริดลี่จึงกัดแม่
แต่แม่คิดว่าแม่รู้ว่าทำไม....เพราะแม่คิดเอาเองว่า ริดลี่ไม่รักแม่อีกต่อไปแล้ว
"เพราะแม่ไม่มีเวลาให้ริดลี่ ..ริดลี่ก็เลยโกรธแม่หรือ" แม่กล่าว
"แม่ไม่สามารถทำให้ริดลี่มีความสุขในบ้านนี้ได้หรือ"
แม้แม่จะได้เรียนรู้อย่างมาก แต่แม่ยังคงมีความรู้เกี่ยวกับนกกระตั้วน้อยเหลือเกิน
ดังนั้นแม่จึง...ทอดทิ้งริดลี่
ริดลี่ต้องไปอยู่กับซาร่า ผู้เป็นน้องสาวของเพื่อนแม่ แต่ริดลี่ยังคงคิดถึงแม่ คิดถึงเรน่าและคิดถึงบ้าน ส่วนซาร่าก็ช่างมีความอดทนเหลือเกิน เธอมักจะชอบเล่าเรื่องราวและชอบพูดคุยกับริดลี่
ซาร่าอยากมีเพื่อนและซาร่าก็คิดว่าริดลี่ก็อยากมีเพื่อนเช่นกัน ด้วยการใช้เวลาไม่นานนัก ทั้งซาร่าและริดลี่ต่างก็กลายเป็นเพื่อนซี้กัน
ซาร่ามีอาชีพเป็นครู บางครั้งซาร่าจึงพาริดลี่ไปที่โรงเรียนกับเธอด้วย เด็กๆที่โรงเรียนช่างทำให้ริดลี่คิดถึงเรน่าเหลือเกิน และแม้ริดลี่จะชอบดูพวกเด็กๆเล่นสนุกกัน แต่ริดลี่ก็ไม่ชอบให้พวกเด็กๆเข้าใกล้ ริดลี่จะไม่ชอบให้ใครๆเข้าใกล้เลย ยกเว้นซาร่า
ดังนั้นเมื่อบาร์ทมาเยี่ยมซาร่า ริดลี่จึงไม่มีความสุขเลย บาร์ทมักจะตีเคาะซี่กรงของริดลี่และหัวเราะใส่ ทำให้ริดลี่ยกหงอนขึ้นแสดงอาการระวังและตื่นกลัว แม้ทุกครั้งเมื่อซาร่าขอให้บาร์ท หยุด แต่บาร์ทกลับตีกรงของริดลี่อย่างต่อเนื่อง...ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ
บาร์ทมักจะบ่นว่าซาร่า "เธอใช้เวลาอยู่กับไอ้นกโง่ๆนี่มากเกินไปแล้ว...ซักวันฉันจะโยนมันออกไปนอกหน้าต่าง" แม้ซาร่ามักจะร้องไห้เสมอเมื่อได้ยินคำพูดนั้น แต่บาร์ทก็ยังคงมาที่บ้านนี้บ่อยๆ
ในวันหนึ่งที่สองคนนี้ถกเถียงกัน ซาร่าจึงพาริดลี่ไปที่โรงเรียนด้วย...แต่ในเย็นวันนั้นริดลี่ไม่ได้กลับบ้านเหมือนอย่างเคย ซาร่ากลับพาริดลี่ไปที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง แล้วเธอก็พูดกับริดลี่ว่า "ฉันแน่ใจว่าจะมีใครซักคนซื้อริดลี่และสามารถให้ความปลอดภัยกับริดลี่ได้ ฉันเองก็ไม่รู้ว่า ฉันจะทำอะไรได้มากไปกว่านี้ และที่สำคัญบาร์ทบอกว่า "เราต้องการเงิน" "
"เสียใจด้วยนะริดลี่ แต่บาร์ทเขาก็รักฉัน" ซาร่ากล่าวด้วยน้ำตานองหน้า
ซาร่ารู้จักความรักน้อยเหลือเกิน ดังนั้นซาร่าจึง...ทอดทิ้งริดลี่
อีกครั้ง..ที่ริดลี่ต้องตกไปอยู่ในสถานที่ที่แปลกๆ รายล้อมไปด้วยผู้คนที่แปลกหน้า แต่คราวนี้คนแปลกหน้าหลายคนต่างสลับเปลี่ยนมาจ้องดูริดลี่ที่อยู่ในกรงเล็กๆ กรงที่ไม่มีแม้มุมจะหลบซุกตัว จนหลายครั้งริดลี่ประหม่าที่จะกินอาหาร ทำให้ริดลี่ต้องรอจนกว่าร้านค้าจะปิดลงและทุกคนกลับบ้านไปหมดแล้ว
และแล้ว..วันสุดท้ายในร้านขายสัตว์เลี้ยงของริดลี่ก็มาถึง เมื่อหญิงผู้สวมชุดสีม่วงผู้หนึ่ง เดินตรงเข้ามาที่กรงของริดลี่แล้วพูดว่า "ฉันต้องการนี่แหละ สีนี้ช่างเหมาะเจาะจริง"
วันนั้นริดลี่จึงกลับบ้านไปพร้อมกับหญิงผู้สวมชุดสีม่วงคนนั้น ในบ้านนี้ริดลี่จะถูกขังอยู่ในกรงเล็กๆสีม่วงที่ตกแต่งไปด้วยสายระโยงระยาง จนทำให้ริดลี่ไม่มีที่ทางเพียงพอแม้จะกระพือปีก ในถ้วยอาหารของริดลี่ก็มีเพียงเมล็ดพืชแห้งๆ หญิงผู้สวมชุดสีม่วงไม่เคยเล่นกับริดลี่เลย ไม่เคยพูดด้วย และริดลี่ก็ไม่เคยได้รับแม้แต่ของเล่นสักชิ้นเดียว
ทุกๆวันจะมีผู้หญิงอีกคนมาทำหน้าที่ดูดฝุ่นที่ใต้กรงของริดลี่ พร้อมกับบ่นเรื่องความสกปรกที่อยู่ใต้กรง เสียงของเครื่องดูดฝุ่นทำให้ริดลี่รู้สึกอยากอาบน้ำ ริดลี่จึงพยายามที่จะอาบน้ำในถ้วยน้ำดื่มเล็กๆที่แขวนอยู่ในกรง แต่ริดลี่ก็ทำได้เพียงแค่ทำให้หน้าเปียกเท่านั้น ริดลี่พยายามสบัดน้ำเพื่อให้น้ำได้โดนปีก แต่ละอองน้ำที่กระเด็นไปทั่วนั้น กลับยิ่งทำให้หญิงขี้บ่น บ่นดังขึ้น..ดังขึ้น
แม้ลูกชายของหญิงขี้บ่นจะแนะนำว่า "ริดลี่ควรได้กินผัก" แต่หญิงขี้บ่นก็ไม่ต้องการที่จะทำความสะอาดคราบมันเทศ ที่อาจตกลงมาเลอะเปื้อนพรมสีขาว ของหญิงผู้สวมชุดสีม่วง
ริดลี่ที่ขณะนี้มีชีวิตเหมือนติดคุกได้อยู่รับใช้หญิงผู้สวมชุดสีม่วงมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งวันหนึ่งภาระกิจของริดลี่ก็หมดลง
เมื่อริดลี่เริ่มดึงถอนขนที่บริเวณขาของตัวเอง และในวินาทีที่หญิงผู้สวมชุดสีม่วงเริ่มสังเกตุเห็นผิวหนังที่ปราศจากขนของริดลี่
เธอก็ร้องเสียงหลง "ไม่ ไม่ ไม่ มันน่าเกลียด เอามันไปให้พ้น"
เพราะหญิงผู้สวมชุดสีม่วงไม่เคยรู้ซึ้งถึงความงาม ริดลี่จึง...ถูกทอดทิ้ง
เจ้าของคนใหม่ของริดลี่คือกาบี้ กาบี้เป็นลูกชายของหญิงขี้บ่น กาบี้พยายามที่จะเป็นเพื่อนกับริดลี่ เขาซื้อกรงใหญ่ๆให้ริดลี่และซื้อของเล่นให้ด้วย กาบี้ให้ริดลี่กินมันเทศนึ่งโดยไม่เคยกังวลเรื่องความสกปรกบนพรม แต่ช่างน่าเศร้าเหลือเกิน..เพราะริดลี่ได้ลืมเลือนไปเสียแล้วว่า ความผูกพันแบบเพื่อนนั้นมันเป็นอย่างไร
ริดลี่โยกตัว แล้วริดลี่ก็ฉก แต่ที่มากไปกว่านั้น ริดลี่หวีดร้องมากขึ้น..มากขึ้น และทุกครั้งที่ริดลี่หวีดร้อง กาบี้จะวิ่งเข้ามาที่กรงพร้อมกับตะโกน "หยุดนะ..ไม่งั้นเจ้าของบ้านก็จะไล่เราออกไปนอนนอกถนนแน่" แต่ริดลี่กลับชอบกับการที่กาบี้ร่วมวงตะโกนอย่างนี้ ดังนั้นริดลี่จึงหวีดร้องตะโกนมากขึ้น มากขึ้น
ในที่สุด...การอยู่ร่วมกันระหว่างริดลี่กับกาบี้จึงไม่ยาวนาน เมื่อการตะโกนใส่กันนั้นได้นำพามาซึ่งเจ้าของบ้านเช่า
"ฉันยอมแพ้.." กาบี้กล่าวขึ้น
"ถ้าเธอไม่ยอมหุบปาก เราก็คงไม่รู้จะทำไงได้ต่อไปแล้ว.."
เพราะกาบี้ไม่รู้วิธีที่จะคิดขอความช่วยเหลือจากที่ปรึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมนก กาบี้จึง...ทอดทิ้งริดลี่
คราวนี้ชีวิตของริดลี่จบลงด้วยการอาศัยอยู่ในกระต๊อบเล็กๆที่ไหนสักแห่งกับบัส บัสทำงานบนถนนที่มียวดยานเสียงดังและบัสมีก็เพื่อนบ้านที่ไม่มีใครแยแสเรื่องเสียงดัง ของนกกระตั้ว ส่วนตัวของบัสเองก็กลับจะรู้สึกภูมิใจที่บางครั้งริดลี่จิกกัด ดังนั้นทุกครั้งเมื่อริดลี่พุ่งเข้าใส่ใครที่เข้าใกล้ บัสก็จะหัวเราะและพูดว่า "ระวังนะริดลี่จะฉีกจมูกคุณ...ริดลี่เป็นกระตั้วนักฆ่าของฉัน"
ริดลี่ไม่ค่อยจะมีความสุขนักในบ้านหลังนี้ เพราะขนของริดลี่เต็มไปด้วยคราบความสกปรก ทั้งคราบมันของมันฝรั่งทอดและคราบแฮมเบอร์เกอร์ที่บัสยื่นให้ริดลี่กิน ไม่นานนักริดลี่ก็เริ่มป่วย เหนื่อยล้าและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แล้วริดลี่ก็ดึงถอนขนตัวเองมากขึ้น มากขึ้น
ในที่สุด แฟนของบัสก็ดุบัสและบอกให้บัสพาริดลี่ไปหาหมอที่รักษานก
หมอบอกว่า..ริดลี่ผอมมากและมีปัญหาการติดเชื้อ ดังนั้นหมอจึงแนะนำให้ริดลี่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล บัสเองก็เห็นด้วย แล้วบัสก็เดินจากไปและไม่เคยกลับมาอีกเลย บัสหมดความพึงใจกับเพื่อนที่เขาเรียกว่า"นักฆ่า" กระตั้วที่ดึงถอนขนตัวเองผู้ผอมโซและอ่อนแอ
บัสรู้เรื่องความเข้มแข็งน้อยเหลือเกิน ดังนั้นบัสจึง...ทอดทิ้งริดลี่
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ที่โรงพยาบาลได้ผู้ช่วยสัตวแพทย์หญิงคนใหม่เข้ามาทำงานกับหมอ หมอจึงเล่าให้เธอฟังถึงเรื่องของริดลี่ นกคนไข้รายพิเศษที่ถูกเรียกขานว่า "นักฆ่า" กระตั้วผู้ถูกเจ้าของทอดทิ้ง
"หมอได้ดูแลสุขภาพของนกตัวนี้จนปราศจากการติดเชื้อแล้ว แต่ดูเหมือนนกยังต้องการการดูแลและต้องการความรักอันอ่อนโยนอยู่มาก" หมอกล่าว
หญิงสาวกล่าวตอบหมอว่า "เมื่อฉันเป็นเด็กฉันก็เลี้ยงนกกระตั้ว เขาเป็นนกที่แม่หามาให้ เราอยู่ด้วยกันนานแต่ในที่สุดแม่ก็ได้ยกนกให้คนอื่นไป หากเป็นไปได้ฉันก็หวังให้แม่ยกเครื่องประดับอื่นๆที่มีให้คนๆนั้นไปมากกว่า"
"อื่ม..งั้นคุณก็คงเหมาะที่จะดูแลนกตัวนี้" หมอพูดตอบ
"แต่มันก็คงไม่ง่ายนักนะที่จะทำให้นกตัวนี้กลับมาวางใจมนุษย์อีกครั้ง"
หมอพาพนักงานคนใหม่ไปยังห้องพยาบาลที่อยู่ด้านหลัง ในห้องนั้นเธอได้เห็นนกกระตั้วที่ตกอยู่ในสภาพดึงถอนขนตัวเอง ผอมและสกปรก ส่วนริดลี่ก็ได้แต่่จ้องดูผู้มาเยือนด้วยสายตาที่ปราศ จากความรู้สึกใดๆ
"น่าเศร้าเหลือเกิน" หญิงสาวกล่าว เขาดูไม่เหมือนนกกระตั้วตัวใหญ่ของฉัน "กระตั้วไอสครีมซันเดย์ ที่มีลูกพีชและครีมลาดหน้า" ด้วยคำพูดที่น่าอัศจรรย์นี้ ริดลี่จึงยกหงอนที่หัวขึ้นพร้อมกางปีกที่รุ่งริ่งคู่นั้นออก
"ริดลี่" เรน่าถึงกับร้องไห้ "นั่นริดลี่"
หมอได้มองเห็นภาพสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า ดังนั้นหมอจึง...ทอดทิ้งริดลี่
ในที่สุด...ริดลี่ก็ได้กลับบ้านกับเรน่า แม้ในปีแรกๆนั้นการปรับตัวต่างๆมันแสนจะยากเย็น แต่เรน่าและลูกชายของเธอได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับนกกระตั้ว
ความรัก ความงาม พฤติกรรมนก ความเข้มแข็งและสิ่งมหัศจรรย์
ในที่สุดเรน่าก็ไม่ทอดทิ้งริดลี่อีกต่อไป
------------------------------
จากผู้แปล: เรื่องเศร้านี้แม้จะจบลงด้วยความสุข แต่กว่าที่มันจะเกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นนั้น นกตัวหนึ่งอย่างเช่นริดลี่ ต้องผ่านเวลาแห่งความทุกข์ทรมาน นานแสนนาน
ในโลกที่มนุษย์ไม่พร้อมที่จะให้เวลาเพื่อทำความเข้าใจกับความต้องการของนก จะยังคงมีนกอีกกี่ตัวที่ชีวิตต่างต้องพบกับเรื่องเศร้าเช่นนี้ จะมีนกสักกี่ตัวที่จะโชคดีในที่สุดอย่างริดลี่และจะมีนกสักกี่ตัว....ที่จะมีใครเข้าใจ
หวังว่าเรื่องราวนี้คงเป็นตัวอย่างที่ดี ที่จะสร้างข้อคิดและความเข้าใจอันดีให้กับผู้เลี้ยงนกทุกคนที่มีโอกาสผ่านเข้ามาอ่านและได้สัมผัสกับเรื่องราวเหล่านี้
.....
บทความแปล
ถอดความโดย แก้วตา
3-18-2004
cookietalkie@yahoo.com
TOP
|  |
|
| copyright © 2003-2008 CookieTalkie.com |