 |
ช่วยลูกนกตกจากรัง
 |
 |
 |
 |
เจ้าหลง ลูกนกที่น้องนัทและน้องชายพบที่หน้าประตูบ้านและช่วยเหลือไว้ ขณะนี้นกปลอดภัยอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่
คุ้มครองและรักษาสัตว์ป่า Project Wildlife จนกว่าลูกนกจะบินได้และปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ
-----------------------------
เจ้าของภาพ: Nuttada
|
ลูกนกที่เกิดในธรรมชาตินั้น มีความเป็นอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงต่อการที่พวกเขาจะพลัดตกจากรังได้ในหลายๆกรณี ไม่ว่าจะเป็นที่ขนาดของเขาที่โตวันโตคืนจนตัวใหญ่กว่ารัง จำนวนพี่น้องที่แออัด การเคลื่อนขยับตัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น รวมไปถึงความผิดปกติทางสุขภาพที่ทำให้พ่อแม่นกจำเป็นต้องทิ้งลูกของตัวเอง และไม่ว่าจะเป็นด้วยสาเหตุไหน เมื่อลูกนกตกลงมาจากรังแล้ว พ่อแม่นกจะไม่สามารถช่วยลูกของตัวเองให้กลับขึ้นไปในรังได้อีก ทั้งนี้เพราะขนาดและน้ำหนักของลูกนกเป็นอุปสรรค์สำคัญ ในธรรมชาตินั้นหากมีลูกนกตกจากรัง พ่อแม่นกจะต้องบินลงมาป้อนอาหารให้ลูกที่พื้นทุกมื้อ จนกว่าลูกนกจะโตจนเข้าสู่วัยที่บินและช่วยตัวเองได้ แต่ในสถานกการณ์แบบนี้โอกาสที่ลูกนกจะรอดพ้นอันตราย จากการตกเป็นอาหารของสัตว์ที่อาศัยอยู่บนดินนั้น... มีน้อยมาก
หากเราบังเอิญไปพบลูกนกที่ตกลงมาจากรัง สิ่งแรกที่ควรทำก่อนคือ สำรวจทั้งตัวของลูกนก หากพบว่าลูกนกไม่ได้รับบาดเจ็บ ไม่มีบาดแผลและไม่มีกระดูกส่วนไหนหัก เราก็ควรนำลูกนกกลับไปคืนไว้ในรังตามเดิม เพื่อให้ลูกนกมีโอกาสได้รับการเลี้ยงดูอย่างถูกต้องจากพ่อแม่ที่แท้จริงของเขา แต่หากเราพบว่ารังของนกนั้นอยู่สูงเกินไป ทำให้การช่วยลูกนกให้กลับไปในรังนั้นเป็นไปไม่ได้ เราก็ควรพิจารณาถึงทางเลือกในการช่วยเหลือลูกนกด้วยวิธีอื่น
ลูกนกที่อยู่ในวัยที่มีขนขึ้นปกคลุมตัวแล้ว อาจเป็นลูกนกที่กำลังหัดบิน ซึ่งพวกเขาจะสามารถช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง หากเราพบเขาตกลงมาอยู่ที่พื้น เราสามารถช่วยเขาได้โดยการนำเขาขึ้นไปยืนเกาะบนกิ่งไม้ ต้นที่เราเห็นว่ามีรังของเขาอยู่ หรือต้นที่อยู่ใกล้รังของเขามากที่สุด โดยเราควรเลือกที่จะวางลูกนกลงบนกิ่งไม้ที่มีร่มเงารำไร ตรงที่แสงแดดจะไม่ทำร้ายลูกนก เพียงเท่านี้เขาก็จะกลับไปที่รังของเขาได้ง่ายๆด้วยตัวเอง
แต่ในทางตรงกันข้าม หากเราพบว่าลูกนกตัวนั้นอยู่ในวัยที่ยังไม่มีขนปกคลุม และอ่อนแอเกินกว่าที่จะช่วยตัวเองได้ เราอาจมีความจำเป็นที่จะต้องทำรังเทียมชั่วคราวให้ลูกนก
การทำรังเทียม เริ่มต้นจากการหาวัสดุที่จำเป็น เช่น ถ้วย กระบอกหรือกล่องพลาสติคที่มีขนาดพอเหมาะ เจาะรูเล็กๆไว้ที่ก้น 2-3 รู เพื่อป้องกันน้ำขัง หรือเราจะเลือกใช้ตระกร้าสาน กระเช้า แม้แต่ลังกระดาษจำพวกกล่องรองเท้าก็ได้ จากนั้นก็หาวัสดุรองรังที่จะช่วยรับพยุงตัวให้ลูกนก มาปูรองพื้นในรังเทียม วัสดุรองรังที่นิยมใช้คือ กระดาษทิชชูเนื้อนิ่มที่ฉีกเป็นเส้นสั้นๆ เศษผ้าที่ตัดริมเรียบร้อยป้องกันไม่ให้ด้ายรุ่งริ่งพันและบาดเท้านก ใบหญ้าอ่อนที่ตัดให้เป็นท่อนสั้นๆ หรือจะเลือกวัสดุรองรังอื่นๆที่เหมาะสมก็ได้ เมื่อรังเทียมพร้อมแล้วเราก็ต้องทำการติดตั้งหรือแขวนรัง
เทียมเข้ากับต้นไม้ ด้วยการใช้ เชือก เทปกาวเหนียว (Duct Tape) ค้อนกับตะปู หรือสว่าน เพื่อยึดรังเทียมไว้ในตำแหน่งที่มั่นคงและปลอดภัย
หลังจากที่เรานำลูกนกใส่ลงในรังเทียมเรียบร้อยแล้ว เราควรถอยออกมาแอบดูห่างๆ ในบริเวณที่มั่นใจว่าพ่อแม่นกจะไม่เห็นเราแน่นอน เมื่อพ่อแม่นกรู้สึกว่าในบริเวณนั้นปลอดภัยดี ไม่มีคนและสัตว์รบกวน พ่อแม่นกก็จะบินเข้าป้อนอาหารให้ลูกนกตามปกติ แต่หากเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงหรือจนเกือบหมดวันแล้ว ยังไม่เห็นพ่อแม่นกกลับมาป้อนอาหารให้ลูก เราอาจมีความจำเป็นต้องรับลูกนกมาดูแลและทำการป้อนอาหารด้วยตัวเอง รุ่งเช้าในวันถัดไปเราก็ลองนำลูกนกออกไปไว้ในรังเทียมอีกครั้ง ทำแบบนี้จนกระทั่งแน่ใจว่า ไม่มีพ่อแม่กลับมาแน่นอน เราจึงควร
พิจารณารับเลี้ยงลูกนกไว้ จนกว่าลูกนกจะสามารถช่วยตัวเองได้ แล้วจึงทำการปล่อยลูกนกออกสู่ธรรมชาติในโอกาสและเวลาที่เหมาะสมต่อไป
ผู้ช่วยเหลือนกหลายคนมักมีความกังวลว่า เมื่อนำลูกนกไปคืนรัง พ่อแม่นกจะไม่ยอมรับลูกเนื่องจากตัวลูกนกได้ติดกลิ่นจากมือมนุษย์แล้ว ซึ่งนี่เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง เพราะในความเป็นจริงแล้ว นกเป็นสัตว์ที่มีประสาทสัมผัสในเรื่องของการรับรู้กลิ่นที่ด้อยมาก ดังนั้นพ่อแม่นกจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ลูกนกได้รับการสัมผัสโดยมนุษย์มาก่อน นอกเสียจากว่ามือที่ช่วยเหลือลูกนกนั้นจะเต็มไปด้วยคราบสกปรก หรือผ่านการสัมผัสกับสิ่งที่ทำให้มือติดกลิ่นฉุนจนผิดปกติ เช่น กลิ่นจากอาหารฉุน กลิ่นจากสารเคมี ฯลฯ และเพื่อป้องกันกลิ่นเหล่านั้นไม่ให้มาติดตัวลูกนก
เราก็ควรล้างมือให้สะอาดก่อนที่จะสัมผัสลูกนก หรือควรเลือกใช้ถุงมือในการช่วยเหลือลูกนก ทั้งนี้ถุงมือยังช่วยป้องกันการติดเชื้อ จากคนสู่นกและจากนกสู่คนด้วย
ลูกนกที่ไม่มีพ่อแม่กลับมาดูแล ให้สันนิฐานไว้ก่อนว่า พ่อแม่ของเขาอาจตายหรือหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ลูกนกในกรณีนี้มีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือด้วยการนำมาเลี้ยงดูและให้อาหารโดยมนุษย์ ซึ่งการดูแลลูกนกก็ไม่มีอะไรยาก โดยในขั้นแรกเราควรเตรียมที่ทางที่เหมาะสมเพื่อให้ลูกนกได้พักผ่อนเสียก่อน
การเตรียมที่ทางให้ลูกนก ทำได้โดยการจัดทำที่นอนชั่วคราว ด้วยการหา ตระกร้า กล่องหรือลังกระดาษขนาดพอเหมาะ ที่สะอาดและไม่ผ่านการปนเปื้อนกลิ่น สีหรือสารเคมีใดๆ เลือกขนาดที่กว้างพอที่จะให้ลูกนกสามารถขยับตัวเปลี่ยนที่ทางและเลือกมุมนอนในนั้นได้ตามต้องการ หากเราเลือกใช้ตระกร้า ควรเลือกชนิดที่มีฝาปิด แบบตระกร้าพลาสติคใส่ลูกสุนัขที่มีขายทั่วไป ตระกร้าลักษณะนี้มีช่องให้ลมผ่านอยู่แล้ว แต่ก็อาจมีมากเกินไปสำหรับลูกนกที่ต้องการความอบอุ่น ดังนั้นเราควรหาผ้าคลุมตระกร้า หรือหากระดาษมาพันรอบตระกร้า แล้วเปิดส่วนบนและฝาตระกร้าในบางส่วนเพื่อการหายใจและระบายอากาศ แต่หากเราเลือกใช้ลังกระดาษ เราควรเจาะรูที่ลังหลายๆรูเพื่อช่วยระบายอากาศด้วย
เมื่อตระกร้าหรือลังพร้อมแล้ว เราก็เลือกหาผ้าขนหนู ผ้าอื่นๆที่สะอาด หรือกระดาษทิชชูผืนโต มาปูรองที่พื้นด้านในเพื่อช่วยให้นิ่ม กันลื่นและช่วยให้ลูกนกอบอุ่น เราจะปูผ้าเรียบๆหรือจะทำผ้าให้เป็นขดเป็นวง เพื่อพยุงและรองรับตัวลูกนกก็ได้ เมื่อจัดที่ทางแล้วเราก็ค่อยๆนำลูกนกมาวางลงบนผ้าในตระกร้าหรือลัง แล้วปิดฝาด้านบน จากนั้นก็ปล่อยให้ลูกนกได้นอนพักผ่อนในบรรยากาศที่สงบ สำหรับในบ้านที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงอื่นที่จะทำอันตรายลูกนก หากใช้ลังกระดาษให้ลูกนกนอน เราก็สามารถหาตาข่ายมุ้งลวดหรือหาผ้ามาคลุมเพียงบางส่วน แทนการปิดฝาลังก็ได้
การให้ความอบอุ่นกับนก ลูกนกที่มีอายุในวัยที่ยังไม่มีขนหรือมีขนเพียงเล็กน้อย รวมถึงลูกนกที่มีอาการป่วย และลูกนกที่ได้รับบาดเจ็บ จะมีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์พิเศษเพื่อช่วยให้ความอบอุ่น ซึ่งความอบอุ่นนี้จะช่วยให้ร่างกายของนกสามารถปรับสภาพ เพื่อกลับสู่ความมีสุขภาพดีได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการดูแลจัดหาที่ทางให้ลูกนกได้พักผ่อนและจัดหาอุปกรณ์ให้ความอบอุ่น จึงมีความสำคัญต่อความอยู่รอดของลูกนกเป็นอย่างยิ่ง และวิธีการให้ความอบอุ่นแก่ลูกนกก็สามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้
- การใช้หลอดไฟบ้านธรรมดาแรงต่ำส่องให้ความอบอุ่น เราสามารถใช้โคมไฟสำหรับอ่านหนังสือ มาจัดวางใกล้ๆแล้วส่องไฟไปที่ตัวลูกนกในที่ๆเราจัดให้ลูกนกนอน เมื่อวางโคมไฟแล้วเราควรลองขยับโคมไฟเข้าออก แล้วใช้มืออังที่ตัวนกเพื่อทดสอบให้ได้ความอุ่นที่พอดี และความร้อนจากแสงไฟไม่ร้อนจนเกินไปจนทำอันตรายกับผิวลูกนก หากรู้สึกว่าแสงไฟแรงไปจนรบกวนสายตาและการนอนหลับ เราก็ควรหาผ้ามาบังแสงเพื่อป้องกันสายตาให้ลูกนกด้วย
- การใช้หลอด Heat Lamp หลอดไฟชนิดนี้ให้ความอบอุ่น แต่ไม่ให้แสงที่จะทำร้ายสายตานก จึงจัดว่าเป็นหลอดไฟที่ดีที่สุดสำหรับการให้ความอบอุ่นแก่นก การติดตั้งหลอดไฟและการส่องไฟให้ความอบอุ่น ทำโดยการขยับโคมเพื่อให้ความร้อนที่พอดีกับนก
- การใช้กระเป๋าน้ำร้อน ทำโดยนำกระเป๋าน้ำร้อนชนิดยาง ใส่น้ำร้อนปิดฝาให้แน่น แล้วนำผ้าขนหนูมาหุ้มกระเป๋าไว้ พันผ้าหนาให้ได้ความอบอุ่นที่พอดี และทดสอบความอุ่นด้วยการสัมผัสผ้าด้วยมือ ก่อนที่จะนำลูกนกนอนลงบนผ้า หรือจะใช้กระเป๋าน้ำร้อนยางรองใต้ตระกร้าหรือลังกระดาษด้านนอกก็ได้ จากนั้นก็สัมผัสความอุ่นผ่านผ้าขนหนูที่ปูบนพื้นลังด้านใน เพื่อให้ได้ความอุ่นที่ปลอดภัย ก่อนนำลูกนกลงนอนในลัง หากเลือกใช้กระเป๋าน้ำร้อนเราควรคอยเปลี่ยนน้ำเสมอๆ เมื่อน้ำร้อนเย็นตัวลง
- การใช้ผ้าห่มไฟฟ้า ปรับตั้งอุณหภูมิของฟ้าห่มไฟฟ้าไปที่ความร้อนต่ำ แล้วนำผ้าห่มไฟฟ้าปูที่พื้นหรือบนโต๊ะ จากนั้นก็นำตระกร้าหรือลัง ที่จัดให้ลูกนกนอนมาวางทับลงบนผ้าห่มไฟฟ้า แล้วใช้มือทดสอบความอุ่นบนผ้าขนหนูที่ปูให้นกนอนด้านใน เพื่อให้ได้ความอุ่นที่พอดี
- การใช้ขวดทนความร้อนใส่น้ำร้อน เลือกขวดที่สามารถทนความร้อนได้ เติมน้ำร้อนลงไป (ไม่ควรเติมน้ำร้อนจนเต็มขวด) แล้วห่อขวดให้มิดชิดด้วยผ้าขนหนู จากนั้นลองสัมผัสความร้อนบนผ้าที่ห่อเสียก่อน เพื่อให้ได้ความรู้สึกที่ปลอดภัย แล้วจึงวางขวดที่ห่อผ้าแล้วนี้ลงในตระกร้าหรือลัง ข้างๆตัวลูกนก คอยตรวจสอบและเปลี่ยนน้ำร้อนเมื่อความอุ่นลดลง
- แผ่นให้ความอบอุ่นชนิดเจลที่ใช้กับสุนัข นำแผ่นให้ความอบอุ่นเข้าไมโครเวฟตามเวลาที่ผู้ผลิตกำหนด จากนั้นสอดแผ่นให้ความอบอุ่นเข้าที่ใต้ผ้าขนหนูที่หนาพอดี สัมผัสผ้าขนหนูเพื่อทดสอบให้ได้ความอุ่นที่ปลอดภัย ก่อนที่จะนำลูกนกนอนลงบนผ้า คอยตรวจสอบและนำแผ่นให้ความอบอุ่นกลับเข้าไมโครเวฟเมื่อความอุ่นลดลง
- การทำแผ่นความร้อนอย่างง่ายๆ ในกรณีฉุกเฉินและไม่สามารถหาอุปกรณ์ช่วยให้ความอบอุ่นได้ การทำแผ่นความร้อนเอง จะทำได้ง่ายๆด้วยการหาผ้าเช็ดมือชุบน้ำ แล้วบิดจนหมาด พับผ้าใส่ลงในถุงพลาสติคชนิดที่สามารนำเข้าไมโครเวฟได้ เปิดปากถุงแล้วนำเข้าไมโครเวฟใช้เวลาประมาณ 1-2 นาทีหรือจนกว่าผ้าอุ่น นำถุงออกจากไมโครเวฟ ปิดปากถุงแล้วหุ้มด้วยผ้าอีกชั้นหนึ่ง ก่อนวางใต้ตระกร้าหรือลัง ที่มีนกอยู่ด้านใน เปลี่ยนผ้าเมื่อความร้อยคลายตัวลง
ในกรณีที่ลูกนกได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เช่น มีบาดแผลขีดข่วน เราสามารถใช้เจลว่านหางจระเข้ 100% ช่วยทาแผลให้ลูกนกทุกวัน วันละ 2-3 ครั้ง ว่านหางจระเข้จะช่วยให้แผลของลูกนกจะหายเร็ว
ส่วนลูกนกที่ถูกแมวหรือสุนัขคาบมา มักได้รับบาดเจ็บเป็นแผลเปิดที่ผิวหนังจากคมของฟันสัตว์ ทำให้น้ำลายของแมวหรือสุนัขที่ประกอบไปด้วยเชื้อแบคทีเรียชนิดที่เป็นพิษต่อร่างกายนก สามารถผ่านบาดแผลเข้าสู่กระแสเลือกของนกได้ นกที่ได้รับพิษจากน้ำลายจะเสียชีวิตได้ภายใน 24-48 ชั่วโมง ดังนั้นหากเราพบลูกนกที่บาดเจ็บจากกรณีนี้ เราควรพยายามสำรวจตัวลูกนกให้ทั่ว ด้วยการเปิดใต้ขนเพื่อค้นหาบาดแผล และรีบทำความสะอาดแผลให้ลูกนกทันที จากนั้นใช้ยาฆ่าเชื้อจำพวก antibiotic ใส่แผล แล้วจัดที่ทางให้ลูกนกได้รับความอบอุ่นด้วยการกกไฟเสียก่อน แล้วรีบติดต่อสัตวแพทย์โดยด่วนภายใน 8-12 ชั่วโมง เพื่อนำนกไปขอรับการรักษาด้วยยา Docicycline หรือ Vibramycin. ต่อไป
ลูกนกที่มีปัญหากระดูกเคลื่อน กระดูกหัก ปีกหัก ขาหัก จากการตกจากที่สูงหรือจากการถูกสัตว์อื่นทำร้าย ควรได้รับการเข้าเฝือก หากเป็นกรณีที่ไม่รุนแรงการเข้าเฝือกอย่างง่ายๆก็สามารถทำได้เอง ด้วยการใช้ก้านสำลีและผ้าพันแผลช่วยดามหรือพันในส่วนที่ต้องการ แต่หากพบว่าลูกนกมีกระดูกหักที่มีอาการรุนแรง หรือมีแผลเปิดที่มองเห็นกระดูกโผล่ออกมาจากผิวหนัง มีปีกห้อย ฯลฯ เราอาจจำเป็นต้องพึ่งการรักษาจากสัตวแพทย์โดยด่วน
เตรียมอาหารสำหรับลูกนก ลูกนกที่ได้รับการช่วยเหลือ มีความจำเป็นต้องได้รับการป้อนอาหาร ซึ่งลูกนกแต่ละชนิดก็จะมีความต้องการอาหารที่แตกต่างกัน หากเราทราบว่าลูกนกที่ช่วยไว้เป็นนกชนิดใด เราก็ควรหาอาหารให้เหมาะสมกับนกชนิดนั้น เช่น ให้อาหารพวกข้าวและธัญญพืชสำหรับนกที่กินเมล็ดพืช ให้หนอนและผลไม้สำหรับนกที่กินแมลงและนกที่กินผลไม้ แต่หากไม่แน่ใจว่านกที่ช่วยนั้นควรได้รับอาหารประเภทไหน อาหารสำหรับป้อนที่ใช้ได้ในยามฉุกเฉิน คือ อาหารสำเร็จรูปสำหรับแมว อาหารสำเร็จรูปสำหรับสุนัข ข้าวสุกคลุกไข่ต้มผสมกับน้ำอุ่นเล็กน้อย หรือจะผสมผลไม้สุกจำพวก กล้วย มะละกอ ด้วยก็ได้ เราควรผสมอาหารให้เหลวสักหน่อยเพื่อช่วยให้ลูกนกกินง่าย
ระยะเวลาในการให้อาหาร การให้อาหารแก่ลูกนกนั้น ระยะเวลาในการให้ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะลูกนกในแต่ละวัยจะมีความต้องการอาหารในช่วงเวลาที่ต่างกัน เช่น ต้องป้อนทุก 45 นาที หรือต้องป้อนทุก 2 ชั่วโมง แต่วิธีที่ดีที่สุดหากจำเป็นต้องใช้การคาดเดาก็คือ การสังเกตุปฏิกริยาจากการร้องขออาหารของลูกนกเป็นสำคัญ ลูกนกจะต้องได้รับการป้อนอาหารไปจนกว่าลูกนกจะเริ่มกินอาหารเองได้ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาประมาณ 6-8 สัปดาห์
วิธีเตรียมอาหารสำเร็จรูปของแมวหรือสุนัขเพื่อป้อนลูกนก
- ผสมน้ำเดือด 2 ส่วนต่ออาหารสำเร็จรูปแมวหรือสุนัข 1 ส่วน แช่ทิ้งไว้นาน 1 ชั่วโมง
- เทน้ำส่วนเกินออกบ้าง แล้วใช้ช้อนหรือซ้อมหรือใช้เครื่องปั่น บดอาหารให้ละเอียด จนได้ความข้นเหลวอย่างอาหารเด็กอ่อน หรือได้ความข้นแบบซอส
วิธีป้อนอาหาร
กรณีที่ไม่มีอุปกรณ์ป้อน เช่นไซริงค์ เราก็สามารถใช้หลอดดื่มนมที่มีขนาดเล็ก ไม้จิ้มฟัน ก้านพลาสติคเล็กๆ ช้อนเล็กๆ แม้กระทั่งนิ้วมือที่สะอาด ตักอาหารทีละน้อยให้ติดที่ปลาย แล้วค่อยๆหยอดอาหารลงในปากของลูกนกช้าๆ โดยเว้นจังหวะให้ลูกนกได้หายใจด้วย การป้อนอาหารในแบบที่ลูกนกจะสามารถกลืนอาหารได้ด้วยตัวเองนี้ จะมีความปลอดภัยเพราะอาหารจะไม่ไหลเข้าสู่หลอดลมของลูกนก ผู้ป้อนควรป้อนอาหารให้ลูกนกไปจนกว่าลูกนกจะหยุดร้องขออาหาร หรือลูกนกปิดปากไม่อ้าปากร้องขออาหารอีก หลังจากป้อนอาหารเสร็จเราควรใช้ผ้าหรือกระดาษชำระชุบน้ำอุ่นอ่อนๆเช็ดปากให้ลูกนก เมื่อลูกนกได้รับอาหารจนเพียงพอแล้ว เราควรจัดให้ลูกนกได้นอน ด้วยการกกให้ความอบอุ่น แล้วปล่อยให้ลูกนกได้อยู่ในที่เงียบปราศจากเสียงรบกวนและควรเป็นที่ที่ปลอดภัยจากอันตรายของสัตว์อื่น
หากเราพบว่า ลูกนกไม่มีอาการตอบสนองและไม่ยอมรับอาหารที่ป้อน เราอาจจัดการให้ลูกนกได้พักผ่อนก่อน จากนั้นคอยตรวจสอบลูกนกเป็นระยะๆ เมื่อพบว่าลูกนกมีอาการดีขึ้น เราจึงเริ่มทดลองป้อนอาหารอีกครั้ง ในบางกรณีการลองใช้นิ้วเคาะหรือสัมผัสที่จะงอยปากเบาๆ จะเป็นการช่วยกระตุ้นให้ลูกนกตื่นตัว และยอมรับอาหารป้อนได้ ส่วนลูกนกที่ไม่ตอบสนองใดๆเลย เขาอาจมีโอกาสในการรอดชีวิตน้อยมาก
การป้อนอาหารให้ลูกนกในขณะที่ลูกนกไม่มีสติ จะมีผลเสียอย่างมาก โดยเฉพาะการป้อนน้ำ ที่น้ำอาจไหลเข้าไปในหลอดลมของลูกนกทำให้เกิดอาการน้ำท่วมปอด ซึ่งมีผลให้ลูกนกเสียชีวิตได้
ลูกนกที่ช่วยเหลือไว้ ควรได้รับการเตรียมความพร้อมเพื่อปล่อยคืนออกสู่ธรรมชาติเมื่อเขาโตและช่วยตัวเองได้ ลูกนกในกรณีนี้ ไม่ควรได้รับการเอาใจใส่ในรูปแบบของความผูกพัน การกอดลูบสัมผัสจากมนุษย์ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกนกรู้สึกคุ้นเคยจนเกิดความไว้วางใจในตัวมนุษย์ เพราะเมื่อออกสู่โลกกว้างลูกนกอาจถูกทำร้ายโดยมนุษย์บางประเภท และเมื่อถึงเวลาที่จะปล่อยนก เราควรปล่อยนกในที่ๆเราเจอเขา หรือเราควรพยายามหาแหล่งที่มีฟูงนกชนิดเดียวกันแล้วปล่อยให้เขาได้เข้าฝูงไป ลูกนกบางตัวที่เก็บได้ภายในบริเวณบ้าน เมื่อปล่อย เขาอาจวนเวียนอยู่ใกล้ๆ
ในสวนของบ้านเรา เราก็สามารถจัดอาหาร จัดน้ำไปวางในตำแหน่งที่เหมาะสมให้นกได้ใช้กิน เมื่อนกโตพอที่จะมีครอบครัวหรืออพยพ นกก็จะมีความพร้อมเพียงพอแล้ว
ลูกนกที่ช่วยไว้หากเขามีความพิการ เราอาจไม่สามารถปล่อยเขาออกสู่ธรรมชาติได้อีกต่อไป นกในกรณีนี้เรามีความจำเป็นต้องเลี้ยงไว้ หรือติดต่อหน่วยงานรัฐหรือเอกชนที่สามารถอุปการะนกได้ เช่น โครงการกองทุนฟื้นฟูนกเพื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ (Wild Bird Rehabilitation and Release Fund) ของสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ติอต่อได้ที่ http://www.bcst.or.th
.....
เขียนโดย แก้วตา
7/24/2003
Last Update 10/5/2007
|