Photo:
- Courtesy of PETA
Animals Are Not Ours for Entertainment
Photo:
- Courtesy of PETA
|
ยังจำได้เื่มื่อตอนเป็นเด็ก ทันทีที่รู้ว่าจะมีคณะละครสัตว์ผ่านเมืองมา ฉันดีใจจนแทบไม่เป็นอันกินอันนอน นั่งนับวันรอที่จะได้ไปชมสัตว์ที่หาดูยาก มาแสดงท่าทางน่ารักแสนรู้ให้เราได้ชม ได้หัวเราะกัน ในตอนนั้น ฉันรู้สึกแต่เพียงว่าโลกภายใต้กระโจมใหญ่สีสดนั้น อบอวลไปด้วยความสุข และความรัก ของคนและสัตว์ ที่อยู่ด้วยกันฉันเพื่อน ฉันพี่น้อง ในครอบครัวเดียวกัน ความฝันของฉันมักจะติดตามขบวนรถละครสัตว์เหล่านั้นไปเสมอๆ
แต่เมื่อเติบใหญ่ ฉันเริ่มรับรู้ถึงความจริงที่อยู่เบื้องหลังชีวิตสัตว์เหล่านั้น ได้เปลี่ยนมุมมองของฉันให้กว้างไกล และลึกขึ้นเรื่อยๆ จนมิติแห่งความรู้สึกในการรักสัตว์ของฉันเปลี่ยนไป.. เปลี่ยนไปจนหลายคนไม่เข้าใจ..
คุณรู้ไหม เสียงหัวเราะที่คุณมีให้กับช้างตัวเบ้อเร่อที่ต้องขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ตัวเล็กจิ๋วอย่างทุลักทุเล หรือเสือที่ต้องกระโดดข้ามบ่วงไฟ หรือสารพัดสัตว์ต่างๆนานา ที่ต้องมาเดินบนเชือก หรือทำท่าอะไรที่ผิดวิสัยและสรีระของเขานั้น มันไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่น่าสนุก และ ปวดร้าวทรมานยิ่งนัก ปวดร้าวไปทั้งกายที่ระบมจากการฝึกซ้อมและยังทรมานใจเพราะทำในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ ไม่อยากทำ แถมยังโดนกักขังและไม่ได้อยู่ในวิถีธรรมชาติของตัวเอง
หลายคนชอบป่าวประกาศตัวเองว่าเป็นคนรักสัตว์ บางรายบอกว่าตัวเองรักสัตว์ทุกชนิดตั้งแต่เด็ก โตขึ้นก็เลยศึกษาหามาเลี้ยง และเพราะรักมากก็เลยกลายมาเป็นอาชีพ เช่น เปิดฟาร์มเพาะขาย, เปิดบริษัทรับซื้อขายแลกเปลี่ยนสัตว์ และบางรายเปิดร้านขายอาหารแบบสวนสัตว์ หรือแม้กระทั่งพวกเจ้าของละครสัตว์ ก็มักจะอ้างแบบเดียวกันว่า เพราะรักสัตว์ เลยทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ
แต่ความรักของคนพวกนี้ แฝงมาซึ่งผลประโยชน์ของตัวเอง และหากินกับความทุกข์ยากของสัตว์เหล่านั้น เป็นความรักที่น่ากลัว โหดร้ายและเลือดเย็น
เบื้องหลังเสียงหัวเราะชอบใจของเราที่ดูสัตว์เหล่านั้นทำท่าผิดวิสัย มันแลกมาด้วยเสียงร้องไห้ของพวกเขา--
เสียงปรบมือของเราแลกมาด้วยเสียงท่อนเหล็กที่ทุบตามผิวหนังของพวกเขา--
เสียงเป่าปากชอบใจของเรา แลกมาด้วยเสียงแผดลั่นที่โดนตีลงโทษเมื่อทำผิด..
อดีตผู้ฝึกช้างในละครสัตว์คณะหนึ่งเคยเล่าว่า ครั้งหนึ่ง ช้างที่เขาพยายามฝึกไม่สามารถทำในสิ่งที่เขาต้องการได้ และพยายามหนีออกไปจากการซ้อม หลังจากที่พาตัวกลับมาได้และลงโทษในฐานะที่โง่เง่าฝึกไม่สำเร็จสักที เขาต้องถึงกับนิ่งอึ้ง เมื่อเห็นน้ำตาของช้างไหลลงมาอาบแก้ม และมันล้มด้านข้างของตัวลงนอน ร่างที่ใหญ่โตนั้นโยนตัวตามแรงสะอื้น...
อีกรายหนึ่งเล่าถึงเรื่องของลูกหมี ที่แสนจะน่ารักและไม่เคยทำร้ายใคร แต่บางครั้งมันมีปัญหาในการทรงตัวบนเชือกสูงเวลาฝึก จึงถูกตีด้วยเหล็กยาวจนมันกรีดร้องและเลือดไหล ลูกหมีกลัวจนกลายเป็นโรคประสาท ทุกคืน มันจะเอาหัวชนกับซี่กรงในกรงเล็กๆของมัน จนในที่สุด ก็ตายจากไป..
การฝึกสัตว์เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ใช้ความทรมาน ความเจ็บปวด ความกดดัน ความกลัว มาเป็นหลักในการฝึกทั้งสิ้น โดยมีเครื่องมือช่วยในการฝึกแตกต่างกันไปเช่น ตะขอเหล็กที่ใช้เฆี่ยนตีช้าง ปลอกรัดคอ เหล็กแหลม แส้ และอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในการชอร์ต เป็นต้น
นอกความทุกข์ทรมาณที่สัตว์เหล่านี้ได้รับในการฝึกซ้อมทั้งวันแล้ว ความเป็นอยู่ก็นับเป็นอีกปัจจัยที่บั่นทอนชีวิตจิตใจของสัตว์เหล่านี้ด้วย ที่อยู่คับแคบ และส่วนใหญ่จะอยู่ในคอกเล็กๆ ซึ่งพอให้ยืนเท่านั้น คอกที่ว่าอยู่บนรถทรัคที่ใช้เดินทางตะลอนไปแสดงตามเมืองต่างๆ การเดินทางจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่งเกือบตลอดเวลาก็ทำให้สัตว์เหล่านี้เหนื่อยอ่อน ไม่สบายง่าย จากอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
และสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืม คือสัตว์เหล่านี้ ต่างถูกซื้อหาล่าออกมาจากป่าทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นยิ่งไม่เคยชินกับสภาพที่ถูกกักขังเยี่ยงนี้ ยกตัวอย่างเช่น ช้าง เป็นสัตว์สังคม อยู่ในฝูงใหญ่ และชอบเดินทางอย่างน้อย 25 กิโลเมตรต่อวัน เมื่อมาอยู่ในละครสัตว์ จะโดนล่ามด้วยโซ่ที่เท้าหน้าหรือขาหลัง นั่นแปลว่าวันหนึ่งๆ มันได้เดินไปข้างหน้าหรือถอยหลังอย่างละก้าวสองก้าวเท่านั้นเอง จะได้เดินมากกว่านั้น ก็ต่อเมื่อถึงเวลาฝึกท่าต่างๆ ซึ่งจะโดนสับด้วยตะขอเหล็กเข้าตรงผิวหนังที่ไวต่อความรู้สึกตลอดเวลา เพราะผู้ฝึกได้รับการสั่งสอนกันมาว่า สับให้แรงจนได้ยินเสียงกรีดร้องเพื่อให้มันสนใจที่จะทำตามคำสั่ง-- สัตว์ชนิดอื่นก็มีความเป็นอยู่ที่ไม่ต่างกันมากนัก
หากคุณได้ยินเสียงแผดร้องแปร๋นๆของช้าง หรือสัตว์อื่นดังมาจากคณะละครสัตว์ นั่นไม่ใช่เสียงแห่งความลิงโลดดีใจ หากเป็นเสียงกรีดร้องแห่งความเจ็บปวดทรมาน..
เพราะความเป็นอยู่ที่กดดันและการฝึกซ้อมที่ทารุณ จึงไม่แปลกใจเลยที่หลายครั้ง เราได้เห็นข่าวสัตว์เหล่านี้อาละวาดทำร้ายผู้ชมในขณะแสดง หรือการพยายามหลบหนีออกมาจากคณะละครสัตว์..
ฉันยังจำได้ติดตา เมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่ช้างตัวหนึ่งทำร้ายผู้ฝึก และหนีออกมาอาละวาดผู้คนบนท้องถนนอย่างคลุ้มคลั่ง ท่ามกลางเสียงแตกตื่นของผู้คน เสียงปืนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดังขึ้นนัดแล้วนัดเล่า ภาพทางทีวีถ่ายให้เห็นเลือดพุ่งกระฉูดออกมาจากตัวช้าง ร่างใหญ่นั้นซวดเซ แต่ก็พยายามที่จะก้าวต่อไป เพื่อหนีไปให้พ้นจากการถูกคุมขังในนรกแห่งนั้น มันคงไม่รู้หรอกว่าป่าที่เคยอยู่นั้นไปทางไหน และจริงๆแล้วป่านั้นอาจจจะอยู่ห่างออกไปหลายพันไมล์ แต่มันก็ยังพยายามทรงตัวลุกขึ้น เพื่อก้าวต่อไป.. และทุกครั้งที่มันลุกขึ้นยืนได้ ก็จะโดนกระหน่ำด้วยกระสุนปืนอีกชุดใหญ่ จนร่างนั้นทรุดฮวบแน่นิ่งไป...
ฝันที่จะได้กลับบ้านไม่เป็นจริง แต่อย่างน้อยก็เป็นอิสระจากพันธนาการแห่งความเจ็บปวดทรมาน..
วินาทีนั้น หูสองข้างของฉันก็นิ่งเงียบ เหมือนโลกหยุดหมุนชั่วขณะ.. ฉันนึกถึงภาพของคิงคองที่ค่อยๆร่วงลงมาจากยอดตึก หลังจากที่โดนกระหน่ำยิงจากมนุษย์--
มนุษย์ที่ไปพรากเขาออกมาจากป่าเอง แล้วก็สังหารเขาในโทษฐานผู้ร้าย..
ทุกวันนี้ ละครสัตว์ห่างหายไปจากหลายประเทศ แต่ก็ยังคงมีอยู่ และกิจกรรมการเอาสัตว์มาใช้เป็นความบันเทิงของเรา ก็แปรเปลี่ยนรูปแบบไปเพื่อให้อยู่ได้.. เหมือนเช่นละครเร่ ยี่เก ที่เริ่มพัฒนามาสู่จอโทรทัศน์ ละครสัตว์ก็เหมือนกัน..
"ขำกลิ้ง ลิงกับหมา" ที่เราดูกันด้วยความสนุกสนาน น่ารักนั้น ว่าไปแล้วก็เป็นละครสัตว์ดีๆนี่เอง ซึ่งพัฒนาตัวเองมาสู่รูปแบบที่ทันสมัยและสะดวกต่อการชมมากขึ้น โดยอาศัยเรื่องราวสั้นๆ การถ่ายทำ การตัดต่อ ทำเป็นตอนๆฉายทางทีวีให้เราได้ชมกันทั่วไป โดยไม่ต้องหอบสัตว์ไปตะลอนแสดงตลกตามเมืองต่างๆเช่นแต่ก่อน
การฝึกปังคุงกับเจมส์ในเรื่องนี้ เข้าใจว่าผู้ฝึกคงใช้วิธีที่นุ่มนวลและไม่โหดร้ายทรมานอย่างในคณะละครสัตว์ แต่คำถามมีอยู่ว่า เรารู้ได้อย่างไรว่า สัตว์เหล่านั้นมีความสุขที่ได้กระทำในสิ่งที่ขัดกับอารมณ์, ความรู้สึก, วิสัย และ สรีระของตัวเอง เขาอาจจะรู้สึกทรมาณที่ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณท์ โดนฝึก กระทำซ้ำๆซากๆทุกวัน ในขณะที่บางวันอาจจะไม่พร้อม ไม่อยากทำ หรือ ไม่สบาย รวมไปถึงการถ่ายทำเทคแล้วเทคเล่า ที่ทั้งเหนื่อย วุ่นวาย และถูกบังคับให้ใส่เสื้อ แต่งตัว ทำโน่นทำนี่ เพื่อให้เรามนุษย์ได้นั่งชมหัวเราะชอบใจ..
ถามตัวเองวันนี้ดูว่า เรามีความสุขมากหรือกับการให้สัตว์เหล่านั้นมาเป็นสิ่งบันเทิงของเรา เสียงหัวเราะของเรา อาจจะแลกมาด้วยเสียงร้องไห้ในใจของปังคุงและเจมส์ หรือ สัตว์ทุกตัวในโลกที่ถูกจับมาสร้างความบันเทิงให้เรา
เราหัวเราะชอบใจปรบมือให้กับคนที่เล่นเป็นตัวตลก ตีลังกา เดินไต่ราว กระโดดรอดบ่วง นั้นทำไปเถอะ ตราบใดที่เขาเลือกที่จะฝึก, เลือกที่จะเป็นเช่นนั้นเอง แต่ปล่อยให้สัตว์เขาได้อยู่ตามวิถีธรรมชาติของเขาเถอะ เขาไม่ได้เกิดมาเพื่อจะขี่จักรยาน ยืนสองขา หรือเดินบนลูกบอลล์
มนุษย์คิดว่าตัวเองเป็นสัตว์ฉลาดกว่าใครอื่น เราก็เลยใช้อำนาจรังแกและถือวิสาสะควบคุมสัตว์ชนิดอื่นๆราวกับตัวเองเป็นเจ้าของชีวิต-- เรารู้สึกว่าเรามีอำนาจที่สามารถสั่งให้ช้างตัวใหญ่ ต้องยืนสองขา และดูโง่งุ่มง่าม, เรารู้สึกว่าเรายิ่งใหญ่ ที่สามารถทำให้พญาราชสีห์ ต้องสยบหมอบลงใต้อุ้งเท้าเรา..
ขณะที่คุณหัวเราะชอบใจ.. คุณเคยสังเกตแววตาของสัตว์เหล่านั้นบ้างไหม ว่าเขารู้สึกอย่างไร ในขณะที่แสดงอยู่หน้าฉากนั้น คุณอาจไม่เห็นหยดน้ำตาของเขาอีกแล้ว เพราะนั่นถูกทดแทนไปด้วยเลือดที่ไหลออกมาทางบาดแผลของการถูกเฆี่ยนตีแทนในหลังฉาก แต่คุณอาจจะเห็นแววตาของความไร้ชีวิต และความสมเพชในชะตาชีวิตของตัวเอง..
ลองสังเกตเสียงหัวเราะครั้งต่อไปของคุณ เมื่อเห็นการนำสัตว์มาเป็นสิ่งบันเทิงของมนุษย์.. ลองสังเกตดูว่ามันเป็นเสียงหัวเราะที่สดใสและยังมีความสุขดีอยู่หรือ?
................
ปัจจุบันนี้ ประเทศสวีเดน, ออสเตรีย, คอสตา ริกา, อินเดีย, ฟินแลนด์ และสิงคโปร์ ได้ห้ามหรือจำกัดการใช้สัตว์ในการแสดงเพื่อความบันเทิง ในเมืองไทยคงไม่มีทางก้าวหน้าไปได้ถึงเพียงนั้น แต่อย่างน้อยขอให้เริ่มต้นที่ตัวเราและสอนลูกหลานเด็กในรุ่นต่อไปให้เคารพในสิทธิ์และชีวิตของสัตว์ร่วมโลก เราไม่ได้เป็นเจ้าของสัตว์เหล่านั้น เราแค่เป็นผู้อาศัยร่วมโลกใบเดียวกันเท่านั้นเอง
เขียนโดย อิศราญา
6/12/2007
|