 |
เยือนถิ่นกำเนิด นกกระตั้ว โมลัคคัน
Return To Seram
Part one: Confession of a canopy junkie
By Barbara Bailey
 |
| Photo: Indonesian Parrot Project: Project Bird Watch |
Web Editor's Note: บทความที่จะได้อ่านด้านล่างนี้เป็นบทความแปล ที่บอกเล่าถึงโครงการรักษาและสงวนไว้ซึ่งนกป่าในธรรมชาติ
เมื่อได้อ่านบทความนี้แล้วอาจทำให้พวกเราได้พอมองเห็นถึงความพยายามและความเสียสละของมนุษย์บางกลุ่ม
และหวังว่าเรื่องราวเหล่านี้จะช่วยเป็นแนวทางในความคิดและแนวทางในการพัฒนาคุณภาพทั้งของตัวเราเอง
และของสัตว์สิ่งมีชีวิต ที่ทั้งเขาและเราต่างต้องแบ่งปันผืนแผ่นดินบนโลกใบนี้ร่วมกัน
เรื่องราวและโครงการอย่างนี้ยังมีอยู่อีกมาก จะได้ทยอยนำมาเล่าให้ฟังหากมีโอกาส
--------------------
โครงการพิทักษ์นกที่ Seram Indonesia
ขณะที่ฉันมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ดวงดาวที่ส่องประกายและหิ่งห้อยที่กระพือโผเข้าไปในกิ่งไม้ที่อยู่เหนือฉันนั้น
ทำให้ฉันรู้สึกได้ใกล้ชิดกับสรวงสวรรค์ แต่จะว่าไปแล้วฉันก็เหมือนได้อยู่ใกล้ชิดกับสวรรค์ในระยะ 150 ฟุต
เพราะฉันกำลังนอนอยู่บนซุ้มปะรำที่เป็นแท่นยกพื้นที่ Seram ประเทศอินโดนีเซีย ที่แม้ว่าในขณะนี้จะมืดมิด
แต่ฉันก็มีความรู้สึกปลอดภัยท่ามกลางหมู่แมกไม้ห่างไกลจากความเจริญใดๆที่ฉันเคยพบพา
Seram เป็นเกาะใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะ Moluccas ที่ยังคงเป็นเกาะแห่งความลึกลับจนทุกวันนี้
ชาวบ้านเรียกขานที่นี่ว่าเป็นแผ่นดินแม่ที่คงความเกรงขามน่าเคารพ และในความลึกลับของ Seram
ซึ่งเป็นบ่อเกิดของความต้องห้ามนี้ ก็คงจะเนื่องมาจากความเป็นป่าใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยภูเขาและเมฆหมอก
จึงทำให้ชีวิตของนกที่อาศัยอยู่ในถิ่นนี้ยังคงความลึกลับ ที่ปิดบังซ่อนเร้นอยู่ในความหนาทึบของป่ารกนั่นเอง
ฉันมาที่ิ Seram ในฐานะของสมาชิกโครงการดูนกในอินโดนีเซีย Project Bird Watch/Indonesian
(PBW) องค์กรที่ประกอบกิจการโดยไม่หวังผลกำไรที่ทุ่มเทเพื่อการอนุรักษ์นก อนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อมในประเทศอินโดนีเซีย
และนี่ก็เป็นครั้งที่สองของการมาเยือน Seram ของพวกเรา ที่ที่ฉันโปรดปรานแห่งหนึ่งในโลก
ที่นอกจากจะมีนกที่งดงามรวมถึงภาพทิวทัศน์ที่วิเศษแล้ว ผู้คนที่นี่ก็ยังมีความอ่อนโยนและมีเมตตาอีกด้วย
สมาชิก PBW ที่กลับมา Seram ในคราวนี้นอกจากฉันแล้วก็มี Dr.Stewart Metz ผู้มีตำแหน่งเป็นประธาน
ร่วมด้วย Ceisar Riupassa และ Naldo Sahubarua ตัวแทนในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้จัดตารางการเดินทาง
และสนับสนุนโครงการกสิกรรม การศึกษา สุขภาพและโครงการ eco-tour ของเรา นอกจากนี้ยังมี Monica Engebretson
แห่งองค์กรพิทักษ์สัตว์ ผู้เขียนร่างกฏหมายใหม่ของแคลิฟอร์เนียในเรื่อง "ห้ามซื้อขายนกลูกป้อน"
ส่วนผู้ร่วมเดินทางคนใหม่คือ Bonnie Zimmerman ผู้ทำหน้าที่ผลิตสารคดีเกี่ยวกับนกในประเทศอินโดนีเซีย
Dr.Camille Zimmerman ผู้เชี่ยวชาญการท่องเที่ยวและ eco-tour และ Philip Wright
พวกเราพักที่หมู่บ้าน Sawai ซึ่งเป็นหมู่บ้านมุสลิมที่มีประชากร 2,300 คนตั้งอยู่ชายฝั่งทางเหนือของ Seram
ใน Sawai นี้ยังประกอบไปด้วยหมู่บ้านเล็กๆหลายหมู่บ้าน หนึ่งในนั้นคือหมู่บ้าน Masiholan
ที่ตั้งอยู่ในหุบเขาห่างออกไปโดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที ด้วยการเดินทางโดยเรือยาวและเดินเท้า
ผู้คนที่หมู่บ้าน Masiholan นี่เป็นคริสเตียน ชาวบ้านมีความสามารถพิเศษในการล่าและมีอาชีพเดิมเป็นนักดักจับนก
แต่ปัจจุบันพวกเขาเป็นไกด์ของเรา ชาวบ้านของทั้งสองหมู่บ้านนี้อาศัยอยู่ด้วยกันด้วยความปรองดองเหมือนเพื่อนสนิท
และทั้งสองหมู่บ้านก็ได้สร้างความประทับใจให้พวกเรา ด้วยการเฉลิมฉลองต้อนรับพวกเราที่บ้านของกษัตริย์์แห่ง Sawai
พวกเราได้ถูกจัดให้นั่งในตำแหน่งที่มีเกียรติร่วมกับผู้อาวุโสของหมู่บ้าน
2 ปีที่ผ่านมา PBW ได้สนับสนุนและช่วยเหลือในการสร้างก่อสร้างคลีนิครักษาสุขภาพที่ Masiholan
ช่วยจัดหาโต๊ะเรียนและหนังสือสำหรับทั้งสองหมู่บ้านและได้จัดตั้งโครงการ eco-tour
เห็นได้ชัดเจนว่าชาวบ้านที่นี่เชื่อใจเราและดีใจที่ได้พบเรา ฉันนึกไม่ถึงเลยว่าพวกเขายินดีกับการมาเยือยของพวกเรามากแค่ไหน
จนกระทั่งพิธีเฉลิมฉลองได้เริ่มขึ้นด้วยการกล่าวของ Ceisar และกษัตริย์ โดยการแปลของ Naldo
ในคำกล่าวนั้นพวกเขาพูดถึงความรักความเชื่อถือไว้วางใจและมิตรภาพ รวมถึงความภาคภูมิใจในสิ่งมีค่าของ Seram
หัวใจของงานเฉลิมฉลองอยู่ที่การเปิดห่อภาพวาดแผ่นใหญ่ของทั้งสองหมู่บ้านที่ Ceisar และ Naldo ได้ทำขึ้น
ทั้งสองหมู่บ้านมีความปลาบปลื้มอย่างล้นเหลือจากการนี้และพวกเราบางคนมีน้ำตาคลอ พวกเราเฉลิมฉลองด้วยกาแฟร้อนรสหวานกับขนมเค็กซาโก้
เด็กๆต่างเต้นรำไปรอบๆด้วยความตื่นเต้นและพยายามที่จะเป็นดาราหน้ากล้อง
พวกเราพักที่ Psk Ali's guesthouse ที่สร้างยกพื้นด้วยเสาสูงเหนือน้ำ ทำให้เราสามารถมองเห็นปลาว่ายอยู่ใต้ระเบียงของเรา
ด้วยราคา $10 ต่อคืนรวมอาหารสไตล์อินโด 3 มื้อต่อวันพร้อมชาและขนมปังรวมถึงโดนัทที่ทำขึ้นเอง
ห้องพักของเราเป็นแบบบ้านนอกแต่ก็มีส้วมและห้องอาบน้ำส่วนตัว มีไฟฟ้าให้ใช้ในช่วง 1-4 ทุ่ม
ภาพวิวที่เห็นตรงหน้าเป็นภาพหาดสวยมีเกาะแก่งเล็กๆและภูเขาสูงชัน
อย่างไรก็ตาม เรามาที่นี่เพื่อช่วยนกและชาวบ้านและส่งเสริมโครงการ eco-tour เพื่อให้นักท่องเที่ยวมาชมนก
ดังนั้นเราจึงต้องผสมผสานระหว่างธุรกิจและความพึงพอใจ ซึ่งธุระทีี่เราต้องทำก่อนคือตรวจสอบห้างที่ใช้สำหรับดูนก
และตรวจสอบอุปกรณ์สำหรับการปีนป่าย ห้าง 3 ห้างที่เราใช้ครั้งก่อนดูจะมีความเสียหายที่เกิดจากภูมิอากาศและนก
ความเสียหายอยู่ในจุดที่มันอาจใช้การไม่ได้ แต่ห้างสองห้างใหม่ก็ได้ถูกสร้างเสร็จแล้ว เราตรวจดูห้างสักชั่วโมงแล้วจึงเดินทางขึ้นภูเขา
เมื่อเราไปถึงฐานของต้นไม้ใหญ่ Buce หัวหน้าไกด์นำทางและอดีตนักดักนก เป็นผู้ปีนเชือกที่แขวนอยู่เหนือไหล่ของเขา
ชายคนนี้สามารถปีนได้ในทุกสภาวะด้วยเท้าเปล่า เขาเป็นผู้ช่วยเหลือให้พวกเราได้ปีนขึ้นไปบนห้าง
ห้างใหม่นี้ใหญ่และดีกว่าเมื่อเทียบกับห้างเดิม ห้างนี้พวกเราจะใช้นอนและห้างนี้ก็อยู่ใกล้กับที่นอนของนก
Great Bill parrots นกในกลุ่ม Tanygnathus เรารู้เรื่องราวของนกชนิดนี้น้อยเหลือเกิน เพราะมักไม่ค่อยพบนกชนิดนี้นักในฟาร์มเพาะเลี้ยง
และนกชนิดนี้จัดอยู่ในกลุ่มของนกที่ใกล้สูญพันธุ์ ส่วนหนึ่งของทุนที่เราได้รับการสนับสนุนจาก
Tanygnathus Society ทำให้เราอยากเรียนรู้เกี่ยวกับนกชนิดนี้มาก แต่ในขณะที่เรามาถึงเป็นเวลาบ่ายซึ่งเป็นเวลาพักผ่อนงีบหลับของนก
เราจึงได้เห็นนกน้อยมาก ดังนั้นจึงเป็นโอกาสให้เราสำรวจตรวจตราห้างของเรา
เช้ารุ่งขึ้นเรานั่งเรือยาวมุ่งไปที่แม่น้ำ Sarawai เพื่อที่จะไปพักค้างแรมสักสองคืนที่แค้มป์เก่าของเราที่ Tiapiate
ที่นี่เราก็ได้สร้างห้างใหม่เอาไว้ ระหว่างทางเป็นเวลาสองชั่วโมงครึ่ง เราได้ผ่านพื้นที่กว้างที่เต็มไปด้วยต้นปาร์มและได้เห็นดอกไม้ที่เราไม่รู้จักชื่อ
ในบางส่วนที่แม่น้ำแคบเราได้ถูกรายล้อมไปด้วยต้นไม้สูงที่บดบังแสงไปจนเกือบหมด เสียงนกร้องดังอยู่ในทุกๆที่
เราได้เห็นเป็ดสีน้ำตาลบินนำหน้าเรือของเรา เราเห็นนกกินปลาและนกกระสาที่ริมน้ำ นกโนรีหลายตัวบินส่งเสียงร้องอยู่เหนือเรา
และในทันใดที่เราได้ยินเสียงน้ำกระฉูด เราก็ได้มองเห็นจระเข้ไหลตัวลงในน้ำห่างจากเราแค่ 15 ฟุต
แต่ดูเหมือนไม่มีใครทำท่ากังวลอะไร ในที่สุดเราก็มาถึงซาโก้แคมพ์ เมื่อยกสัมภาระลงจากเรือ
เราก็มุ่งหน้าเดินทางอีกชั่วโมงครึ่งเพื่อจะไปให้ถึงค่ายพัก
ป่านั้นช่างหนาทึบจนเราไม่สามารถมองเห็นตัวนก แต่เสียงนกเงือกที่กระพือปีกผับ ผับ ผับ
บินอยู่เหนือหัวเรา ทำให้ฉันเองแทบจะรอไม่ไหวที่จะปีนขึ้นห้างเพื่อให้ได้เห็นภาพเหล่านกทั้งหลาย
เราเก็บผลไม้และลูกไม้ต่างๆที่เป็นอาหารของนกแต่ละชนิด ผลไม้เหล่านี้มีชื่อที่ฉันเองก็จำไม่ได้
ดังนั้นฉันจึงเก็บบางส่วนไว้ด้วยเพื่อจะได้ถ่ายรูปมันทีหลัง เรารู้จักผลไม้ที่มีรสคล้ายถั่วจากต้น Kenari
ที่เรียกว่า Molucca Nuts มันกินได้และเราก็กินมันบ้างนิดหน่อย
ในที่สุดเราก็เดินทางข้ามแม่น้ำตื้นถึงค่ายพักซึ่งเป็นกระท่อม 3 ชั้น ที่มีที่ทางเพียงพอสำหรับนอนและเก็บสัมภาระของพวกเรา
ฝนเริ่มตกพวกเราบางคนจึงงีบบ้าง อ่านหนังสือบ้าง บางคนลงอาบน้ำที่แม่น้ำที่ใสเย็นช่วยสร้างความสดชื่นหลังจากการเดินทางที่เหนื่อยหนัก
อาหารเย็นเป็นข้าว/บะหมี่สำเร็จรูป/เนื้อกวางและน้ำสัปปะรส
เช้ารุ่งขึ้นพวกเราตื่นก่อนอาทิตย์รุ่งอรุณและเดินงัวเงียไปที่ห้าง บนห้างในระยะห่างตรงหน้าแค่ 200 หลา
ฉันได้เห็นนกกระตั้ว Moluccan ที่สง่างามคู่หนึ่ง นก Moluccan ที่คนท้องถิ่นเรียกว่า Seram นั่นเองนกทั้งสองเกาะไซ้ขนสีพีชสวยของตัวเองอยู่บนต้นไม้ ดูพวกเขาช่างไม่มีความกังวลเลยว่ามีสายตาของพวกเราจ้องอยู่
แถมเรายังบันทึกภาพพวกเขาอีกด้วย พวกเรา 9 ชีวิตบนห้างเฝ้าดูการแสดงโชว์ในยามเช้าของนก
Buce บอกพวกเราว่านกทั้งสองนี้เป็นนกคู่ที่มีลูกที่เพิ่งเรียนรู้และหัดบิน ลูกนกคงบินอยู่แถวๆนี้
แต่ในวันนั้นเราไม่มีโอกาสได้เห็น นกกระตั้วคู่ผลัดกันไซ้ขนด้วยความรักใคร่และหลังจากนั้นสักชั่วโมง
พวกเขาก็เริ่มเคลื่อนขยับตัวมากขึ้น จากนั้นเราก็ได้ยินเสียงแหลมคมและเสียงร่ำร้อง
และพวกเขาต่างพากันออกบินเพื่อไปหาอาหาร พวกเรารู้สึกอิ่มเอิบกับภาพความสง่างามอย่างที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อน
ของนกที่กำลังจะสูญพันธุ์ตรงหน้า
นกอื่นๆที่เราได้เห็นก็มี Eclectus นกพวกนี้ไม่มีกิจกรรมมากนักอย่างนกกระตั้วและนกโนรีที่มักจะชอบเล่นและฉีกกัดกิ่งไม้
เราได้เห็น rainbow lorikeets และ red moluccan lories อยู่กันเป็นคู่และส่งเสียงกันในกลุ่มเล็กๆ
นก Blyth's Hornbill ที่มีจะงอยปากใหญ่โตมโหฬารกำลังกินผลไม้อยู่ที่ต้นไม้ใกล้ๆ มีนก Pied Imperial Pigeons
กระโดดไปมาระหว่างต้นไม้เหมือนนกกระตั้ว ซึ่งทำให้ฉันคิดไปถึงนกกระตั้ว Goffin's ที่มีถิ่นกำเนิดที่เกาะ Tanimbar ในอินโดนีเซีย
เราเห็นนก Great Bill บินร้องตะโกนเสียงดังอยู่ลำพัง นอกจากนี้เรายังเห็นนก Fruit Doves ส่งเสียงครางนุ่มนวล
และเรายังเห็นภาพที่น่าทึ่งของ Flying Fox บนท้องฟ้า สัตว์ที่เราได้เห็นอื่นๆเช่น ค้างคาวที่กินผลไม้
ป่าทั้งป่าช่างดูมีชีวิตชีวาเต็มไปด้วยสีสันและสำเนียง
อาหารเช้าที่มีข้าวไข่และชาถูกส่งขึ้นมาที่ห้าง พวกเราต่างพูดกระซิบกันอย่างตื่นเต้นในขณะที่กินอาหาร
ช่างเป็นเช้าที่วิเศษ!.. มองไกลออกไปเราได้เห็นนกกระตั้ว Moluccan 8-9 ตัวเกาะบนยอดไม้สีม่วง
ไม่น่าเชื่อเลยเพราะนกเหล่านี้ตามรายงานมักไม่พบว่าจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ Buce บอกเราว่า
นี่เป็นกลุ่มนกที่มากที่สุดที่เขาเคยเห็นอยู่รวมกัน นอกจากนี้ภาพที่เห็นก็ยังมีกลุ่มนกโนรีเล่นส่งเสียงกันอยู่บนต้นไม้
นกโนรีห้อยโหนด้วยขาข้างเดียวและใช้จะงอยปากกับเท้าอีกข้างคาบเกี่ยวนกตัวอื่นไว้ จนนกตัวใดตัวหนึ่งจับไม่อยู่
ก็จะตกและต่างบินย้อนกลับขึ้นมาเล่นสนุกกันต่อ เรายังได้เห็น red moluccan lories ที่พยายามเสาะหารัง
และสนอกสนใจไปสำรวจรังของนกกระตั้วที่อยู่ไม่ห่าง ตัวหนึ่งพบรังที่ว่างจึงบินไปบอกคู่ตัวเอง
เพื่อให้มาช่วยสำรวจอย่างตื่นเต้น บินไปและบินกลับมาใหม่ทำยังกับว่ากำลังตกลงกับนายหน้าผู้หาบ้านยังไงยังงั้น
แต่สิ่งที่ทำให้ฉันประทับใจที่สุดคือ นกบ้านกับนกป่านั้นมีอะไรๆที่เหมือนกัน ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ฉันได้เรียนรู้วิธีที่จะดูแลนกของฉันที่รออยู่ที่บ้าน
Stewart ยังคงอยู่บนห้างต่อหลังจากที่พวกเรากลับลงมาแล้ว เขาต้องทำพิธีที่แสนจะโศกเศร้า
เนื่องจากเมื่อต้นปี China นกกระตั้วที่เขาแสนรัก ได้เสียชีวิตอย่างคาดไม่ถึงด้วยโรคหัวใจล้มเหลว
หัวใจของ Stewart ก็ได้แหลกสลายไปเช่นกัน
Stewart โปรยส่วนหนึ่งของเถ้ากระดูกและขนของ China ให้ล่องลอยออกไป ปลดปล่อย
China ให้ล่องลอยไปในป่าแห่งบรรพบุรุษของเธอ ที่ๆ China จะได้บินอย่างเป็นอิสระตราบนิรันด์
Ceisar และ Naldo ได้แผ่นทำป้ายให้เป็นอนุสรณ์ที่ระลึกแก่ China มอบให้กับ Stewart ด้วย
ในวันอาทิตย์ผู้นำทางของเราเข้าโบส์ถกัน เราจึงเดินทางกันเองบนถนนที่กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง
ไปยังบริเวณเลียบชายฝั่ง และนั่งเรือยาวจาก Sawai ไปยัง Saka
ในขณะที่อยู่ใน Saka เราได้เห็นนกเรนโบว์โนรีถูกล่ามไว้ด้วยโซ่บนคอนเล็กๆที่แขวนอยู่หน้าร้าน
นกตัวนั้นดูช่างไม่มีความสุขเอาเสียเลย ในถ้วยอาหารมีแต่ข้าวขาวกับน้ำสกปรก ขนนกก็ดูสีหม่น
ที่ปลายลิ้นก็มีแปลงที่ช่วยในการเก็บเกสรดอกไม้กินอยู่เพียงเล็กน้อย ผลคงมาจากการได้กินอาหารที่ไม่มีคุณภาพ
เราสอบถามจึงรู้ว่าทหารอินโดคนหนึ่งซื้อนกตัวนี้มาและกะว่าจะนำกลับไปเป็นที่ระลึก แต่บังเอิญมาถูกริบจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้
ที่นี่แม้ว่าการจับและเคลื่อนย้ายนกจะเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย แต่ก็ไม่ค่อยพบการบังคับใช้นัก
ถึงแม้รัฐบาลจะสั่งให้มีการตามจับผู้ฝ่าฝืนก็ตาม
Monica และฉันจึงได้ช่วยกันเกลี้ยกล่อมให้ Naldo ช่วยซื้อนกตัวนี้ นกซึ่งมีชีวิตอย่างร่วงโรยและต้องอยู่ในร้านนี้มาหนึ่งปีเต็ม
ในราคา 100,000 รูเปียก็ราวๆ $12 และเราได้ตกลงกันว่าจะมารับนกในระหว่างการเดินทางกลับ
นกตัวนี้เราตั้งชื่อให้เขาว่า Lucky
เราเช่ารถ trucks เปิดประทุนสองคัน ระหว่างทางเราได้เห็นและได้ยินเสียงของนกโนรีและนกเงือกในจำนวนนับไม่ถ้วน
รวมถึงได้เห็นนกกระตั้วและนก Eclectus ไม่กี่ตัว นอกจากนี้เรายังได้เห็นผีเสี้อที่งดงามและวิวทิวทัศน์ที่น่าทึ่งอีกด้วย
เราขนานนามที่นี่ว่าเป็นดินแดนแห่งโนรี เนื่องจากที่นี่มีนกโนรีมากมายนั่นเอง
ขากลับเราแวะรับ Lucky พาเขาขึ้นเรือยาวกลับ Sawai
Lucky ดูจะเปลี่ยนจากนกที่ไม่มีความสุขมาเป็นนกที่ร่าเริงในทันทีเขาไซ้ผมให้ Monica ด้วย
แต่เมื่อเราเดินทางมาถึงนั้นเป็นเวลาค่ำแล้วเราจึงต้องล่ามเขาไว้ที่คอนคืนนี้ก่อน และเราก็ได้นำอาหารดีๆให้เขาในทันที
เขากินกล้วยลูกเล็กหมดทั้งลูกจนถุงอาหารดูเหมือนจะปริ ในวันต่อมาเขาดูเป็นมิตรมากแม้ว่าจะยังคงถูกล่ามไว้เพราะว่าพวกเราอยู่กระท่อมริมน้ำ
เราปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรที่จะเป็นการดีที่สุดในการจัดการดูแล Lucky นกที่เราได้หลงรักตัวนี้
Monica มีความรู้สึกว่าเราน่าจะปล่อย Lucky ให้เป็นอิสระในทันทีเพราะเธอเชื่อว่า แม้ในวันเดียวที่ชีวิตจะมีอิสสระ
ก็ยังดีกว่ามีชีวิตที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ แต่ Stewart รู้สึกว่า Lucky อาจไม่สามารถรอดชีวิตได้ในป่าและเราคงต้องช่วยให้ Lucky
ปรับตัวในที่กักกันที่เหมาะสมชั่วคราว ฉันจึงแนะนำว่าเราน่าจะรอดูว่าเขาจะบินได้ดีหรือไม่เพราะเขาถูกล่ามโซ่มาตั้งปี
กล้ามเนื้อของเขาอาจแคระแกร็น แล้วอีกอย่างเราก็ไม่สามารถประเมินทักษะในการเอาตัวรอดของเขา
พวกเราจึงตัดสินใจรอ ระหว่างนี้เราได้ให้อาหารที่ดีและปล่อยให้ Lucky ได้ใช้เวลาอยู่ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติบนต้นไม้
ในบริเวณระหว่างบ้านพักชายน้ำกับบ้านพักของ Ali ที่ตั้งอยู่ด้านหลังมีต้นไม้เล็กๆหลายต้น
เราจึงเริ่มด้วยการพา Lucky ไปล่ามไว้บนกิ่งไม้
Monica ตัดก้นขวดน้ำดื่มออกเพื่อทำเป็นถ้วยอาหารและวางไว้ที่ต้นไม้ ส่วน Lucky ก็มีความสุขอยู่บนต้นไม้
ในบางครั้งโซ่ที่คล้องขามักจะพันจนยุ่ง เราจึงต้องขยายโซ่ให้ยาวขึ้นและในรุ่งเช้าอีกวันเราก็ถอดโซ่ทิ้ง
เมื่อเราปล่อยเขาแล้วเขาก็ยังคงอยู่บนต้นไม้และเมื่อเขาบินเขาก็ยังคงบินได้ไม่ไกล เราจึงตัดสินใจว่าเราคงปล่อยให้ Lucky
ได้เลือกตัดสินโชคชะตาตัวเอง ถ้าเขาอยากอยู่เขาก็อยู่ถ้าเขาอยากไปเขาก็จะสามารถไปได้เมื่อเขาพร้อม
เราจึงมอบหมายให้ครอบครัวของ Ali ดูแล Lucky แต่เราก็พบว่าพวกเขามักจะให้ Lucky กินข้าวขาว
Monica ผู้ซึ่งเป็นห่วง Lucky มากตัดสินใจที่จะยังคงอยู่ที่บ้านพักและไม่ไปนอนบนห้างกับพวกเรา
การได้นอนบนห้างนี้ดูเหมือนจะเป็นจุดเด่นของการเดินทางมาเที่ยวครั้งนี้ ห้างนี้ก็เหมือนกับห้างอื่นๆที่อยู่บนยอดซุ้มไม้
ที่ได้ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของป่า ภาพป่าและภูเขาที่ตื่นตาข้างหน้านั้นมองเห็นได้ในทุกทิศทาง
เมื่อพระอาทิตย์เริ่มตกลง นก Great Bill ที่บินทั้งเดี่ยวและเป็นคู่ในฝูงใหญ่ส่งเสียงกันอึกทึก
เรามองดูขนาดของฝูงนั้นด้วยความทึ่ง ต้นไม้ที่ฝูงนกอาศัยอยู่นั้นอยู่ตรงข้ามกับห้างของเรา
ฝูงนกที่ลงเกาะอยู่ตามกิ่งของต้นไม้ขนาดใหญ่นั้น ดูเหมือนจะมีอยู่ในทุกๆกิ่งก้านเลยทีเดียว
ฝูงนกดูจะรู้สึกกลัวเล็กน้อยเราจึงตัดสินใจปิดแสงแฟล็ชลงและกางอุปกรณ์การนอนของเราออก
ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว หิ่งห้อยที่ร่ายรำไปตามใบไม้ ดูช่างเป็นคืนที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
เราตื่นแต่เช้ามีเวลาแค่ทำความสะอาดหน้าตาแล้วเราก็รีบคว้ากล้อง binoculars พร้อมสำหรับที่จะดูเหล่านก Great Bill
ที่เริ่มจะออกบิน กลุ่มแรกราวประมาณ 50 ตัวบินกวาดมาด้านหน้าห้าง ทำให้แลเห็นเหมือนกลุ่มสีเขียวจำนวนมาก
แล้วในอีกไม่กี่นาทีก็จะตามมาด้วยกลุ่มเล็กๆ เรากะประมาณว่าเราได้เห็นนกนี้อย่างน้อยสัก 100 ตัว
ทำให้เรารู้สึกโล่งใจว่าอย่างน้อยยังมีนกฝูงใหญ่นี้เหลือใน Seram
ในระหว่างเดินทางกลับเราหยุดพักที่ Masihulan เพื่อมอบของเล่นให้กับเด็กและมอบหนังสือ
ให้กับครูเหมือนอย่างที่เราได้ทำไปแล้วที่ Sawai ผู้สูงอายุที่นั่นได้สร้างอนุสาวรีย์คอนกรีตสลักป้าย
เพื่อระลึกถึง China ไว้ข้างๆคลีนิค ทำให้ Stewart มีความรู้สึกตื้นตัน ส่วน Bonni ก็ทำหน้าที่คอยสอน
วิธีเล่นของเล่นให้กันเด็กๆ
สองคืนสุดท้ายเรากลับไปค้างบนห้างที่ Tiapiate และถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เห็นคู่นกกระตั้ว Moluccan
แต่เราก็ได้เพลิดเพลินกับการได้เห็นลูกนกที่อยู่ในรังบนต้นไม้ ซึ่งอันที่จริงลูกนกก็หลบอยู่ในรังแต่แรกแต่เราเพิ่งได้เห็น
ในที่สุดตอนเย็นพ่อแม่นกก็บินกลับมาที่ต้นไม้และป้อนอาหารให้ลูกนก ลูกนกพองตัวฟูในท่าร้องขออาหาร
ทำให้ดูเหมือนว่าลูกนกนั้นตัวโตกว่าพ่อแม่ซะอีก พวกเราเฝ้าดูภาพความใกล้ชิดของครอบครัวด้วยความรักอย่างล้นเหลือ
แทบไม่น่าเชื่อว่าเราจะโชคดีได้เห็นภาพเช่นนี้
เช้าวันถัดมาฉันได้ยินพ่อแม่นกร้องตะโกนอยู่ประมาณ 2-3 นาทีแล้วก็บินเข้าป่าไป 5 วินาทีต่อมา
ลูกนกก็บินตามพ่อแม่ไปแต่ลูกนกจะบินได้ช้าและบินต่ำกว่าจนหายลับเข้าไปในต้นไม้ ในขณะที่พ่อแม่ยังคงบินต่อไป
Buce เล่าว่าพ่อแม่นกจะกลับมาป้อนอาหารให้ลูกเป็นช่วงๆ
พ่อแม่นกกระตั้ว Moluccan ที่เป็นนกเลี้ยงต่างกับพ่อแม่นกที่เป็นนกป่า เพราะพ่อแม่นกป่าไม่ได้ใช้เวลาอยู่กับลูกนกมากเท่าพ่อแม่นกที่เป็นนกเลี้ยง
เนื่องจากต้องออกไปหาอาหาร แต่อย่างไรก็ตามความเอาใจใส่ลูกนกก็ไม่ได้น้อยลงเลยเพราะลูกนกมักจะอยู่ใกล้ๆพ่อแม่เสมอไม่ห่างสายตา
นกป่ามีสัญชาติญาณของการหลบซ่อนและปกป้องลูก และให้ลูกนกหลบซ่อนอยู่กับที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
แต่อย่างไรก็ตามลูกนกก็มักจะส่งเสียงเรียกเบาๆเพื่อให้พ่อแม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน การที่ลูกนกไม่ร้องดังก็คงเป็นเพราะพ่อแม่นก
ได้ป้อนอาหารให้ลูกนกเป็นระยะหรือไม่ก็คงเป็นเพราะสัญชาติญาณได้บอกให้ลูกนกเงียบเพื่อจะได้ไม่เป็นจุดสนใจ
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังไม่สามารถรู้ได้
ลูกนกเหล่านั้นจะคงประทับในใจและความความรู้สึกของฉันตลอดกาล และฉันหวังว่าพวกเขาจะเติบโตเป็นนกที่มีสัญชาติญาณป่า
มีชีวิตอิสระในป่าของ Seram ฉันขอร้องให้ Buce เฝ้าดูแลพวกเขา ในปีหน้าหากเราได้กลับมาที่นี่อีกในเดือนสิงหาคม
เราอาจได้เห็นลูกนกเหล่านี้ช่วยพ่อแม่ดูแลเหล่าน้องๆ เราหวังว่าความเสียสละของพวกเราจะมีผลช่วยรักษานกที่งดงามเหล่านี้
แม้ว่าจุดประสงค์หลักของเราจะมาที่นี่เพื่อนก แต่เราก็ได้หลงรักผู้คนและเรารู้ว่าหัวใจที่จะปกป้องนกก็คือการปกป้องป่า
และหัวใจของการปกป้องป่าก็คือคน โครงการสุขภาพ โครงการการศึกษา โครงการวัฒนธรรมและโครงการท่องเที่ยวของเราจะช่วยเหลือประชาชน
ให้มีงานทำ มีรายได้ มีชีวิตที่ดีขึ้น ผลที่ได้ตามมาก็คือการช่วยปกป้องนก โดยไม่มีการดักจับ ไม่ตัดต้นไม้ และเราได้ทำสำเร็จไปมากใน 2 ปีที่ผ่านมานี้
แต่เราเพิ่งจะเร่ิมต้นเท่านั้น
คืนสุดท้ายของเราที่ Seram เพื่อนของเราจัดเลี้ยงให้ที่บ้านพักมีผู้คนมาด้วยกันจาก 2 หมู่บ้าน
และอาหารก็ยอดมาก Stewart และ King Sawai ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยแล้วพวกเราก็ร้องเพลงรักที่
มีเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นมิตรความประสานกลมกลืนระหว่างคนและนก ซึ่งเนื้อเพลงเขียนขึ้นโดย Naldo
รุ่งเช้าพวกเราต้องการถ่ายภาพ Lucky อีกสักครั้งแต่เราก็หาเขาไม่เจอ จนกระทั่งฉันมองขึ้นไปบนเนินเขา
จึงได้มองเห็นเขากระโดดและบินไปตามพุ่มไม้ แทะเล็มไปตามดอกไม้ต่างๆระหว่างทางที่เขาไป
ฉันตะโกนเรียก Monica และ Naldo แต่ก่อนที่ทั้งสองจะมาถึง หญิงสาวที่บ้านของ Ali ก็ออกมาดู
ฉันชี้ให้เธอดู Lucky เธอก็พยักหน้าแล้วบอกให้ลูกชายไปจับ Lucky ที่บนเขา แต่ในระหว่างที่เด็กชายพยายามไล่ตาม
Lucky ก็บินขึ้นสูงประมาณ 20 ฟุตเข้าไปที่ต้นไม้ ฉันยืนดูด้วยความตื่นเต้นว่าเขาบินได้แล้ว
Monica ที่เพิ่งมาถึงเล่าว่าใน 2-3 วันนี้ Lucky ไม่ค่อยเข้าใกล้คน เราจึงมาคิดว่า Lucky คงจะเตรียมตัวเองเพื่อจะกลับคืนสู่ป่า
แต่ก็เผื่อเขาจะเปลี่ยนใจหรือต้องการเวลาอีกเล็กน้อยเราจึงวางแผนสำรองไว้ โดยให้ครอบครัวของ Ali ช่วยคอยดู
เผื่อ Lucky จะอยากกลับมากินอาหารหรือยังต้องการที่พักที่ปลอดภัย
แล้วเราก็จากมาโดยที่ไม่รู้เลยว่า Lucky จะมีโชคชะตาอย่างไร ถึงแม้ว่าเราจะรู้สึกไม่สบายใจที่ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับ
Lucky เราก็รู้สึกว่าเราทำดีที่สุดที่ได้ให้โอกาสเขาตัดสินใจเลือกอนาคตของเขาเองและเราได้ช่วยให้เขาได้กลับบ้าน
บนเรือยาวมุ่งสู่ Saka ฉันเห็น Stewart ปาดน้ำตาและรำพึงเบาๆว่า " China กำลังบินอย่างอิสสระ"
ในเวลาเดียวกันนั้นฉันเองก็น้ำตาไหลไปด้วย
ดินแดนของ Seram ช่างมหัศจรรย์และลึกลับ หากครั้งหนึ่งคุณได้มาเห็นสิ่งอันมีค่านี้แล้วเหมือนดังว่าคุณได้ทิ้งจิตวิญญาณไว้ที่นี่
และพวกเรา PBW ได้ตั้งปฏิญาณไว้ว่าจะช่วยรักษาสมบัติอันมีค่านี้ไว้
--------------------
Back To Seram
By Dr.Stewart Metz
นกกระตั้ว Moluccan ชื่อ "China" ของ Stewart เสียชีวิตกระทันหันด้วยโรคเกี่ยวกับหัวใจที่ไม่ทราบสาเหตุ
จึงเป็นความปราถนาอย่างแรงกล้าของเขาที่จะส่งคืนเถ้ากระดูกของ China สู่แผ่นดินเกิด
คำปราศรัยของ Stewart: เราเชื่อเหลือเกินว่านกกระตั้วนั้นไม่ธรรมดา เพราะนกกระตั้วเป็นความหวัง
ความสงบและความรักที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเสน่หา แต่ช่างน่าเศร้าเหลือเกินที่นกกระตั้วต้องเจ็บปวดด้วยความทุกข์เศร้าเมื่อเขาต้องถูกดักจับ
ต้องโศกเศร้าเมื่อลูกเล็กๆของเขาต้องถูกพรากจากอกแม่ เราเชื่อเหลือเกินว่านกกระตั้วมีจิตวิญญาณที่ปกป้องคุ้มครองเราจากสิ่งชั่วร้าย
และนกกระตั้วมีเพียงแผ่นดินแม่ที่ Seram เป็นแผ่นดินของบรรพบุรุษที่แยกโดดเดี่ยวเพียงลำพัง
การจากไปของ China ได้สร้างความแหลกสลายให้กับหัวใจของฉัน ฉันจึงนำเถ้ากระดูกมาหว่านโปรยลงที่ใต้ต้นไม้ของบรรพบุรุษของเธอ
เพื่อฝังไห้เธอได้ผักผ่อนในที่ที่สงบในป่าของ Seram
ฉันขอสวดวิงวอนให้นกกระตั้วปกป้องป่าและพวกคุณทุกคน ขอให้เด็กๆลูกหลานของพวกคุณมีสุขภาพดี
พวกเราจะทำให้ดีที่สุดในการนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่หมู่บ้าน หวังว่านกพิราบและนกกระตั้ว
ซึ่งเป็นสัญญลักษ์แห่งสันติภาพจะอยู่ปกป้องคุ้มครองพวกคุณในทุกๆที่ และขอให้เสียงประสานของนกกระตั้ว
ดังกึกก้องไปทั่วผืนป่าตลอดกาล
I AM COCKATOO; HERE ME NOW!
|
ข่าวล่าสุด: Ceisar และ Naldo แจ้งให้เราทราบว่า Lucky ได้ประสบความสำเร็จในการกลับคืนสู่ป่าแล้ว
พวกเราหวังว่าเราจะสามารถช่วยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้กับนกตัวอื่นๆในอนาคต
Return To Seram
Part one: Confession of a canopy junkie (CPQ#63)
By Barbara Bailey
Back To Seram (CPQ#62)
By Dr.Stewart Metz
Indonesian Parrot Project: Project Bird Watch (a nonprofit corporation)
www.indonesian-parrot-project.org
CookieTalkie.com ได้รับอนุญาตจากเจ้าของบทความให้แปลบทความนี้ลงเผยแพร่ อย่างถูกต้องตามกฏหมาย
.....
ถอดความโดย แก้วตา
12-9-2004
|