HOME
วัตถุประสงค์คู่มือการดูแลนกเรื่องเล่าจากประสบการณ์Watch Me Flyรายชื่อหมอแหล่งข้อมูลแจ้งนกหาย/พบนกปรึกษาและสนทนาอุปการะนกติดต่อ


Free My Wings



ลมหายใจของท้องฟ้า




เล่นลม

ในช่วงต่อระหว่างฤดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อนนี้ โลกใบเล็กๆของเราไม่ใช่จะมีเพียงดอกไม้นานาพันธุ์เท่านั้นที่ได้ช่วยสร้างความสุขให้หัวใจและสายตามนุษย์ได้เบิกบาน แต่ในระหว่างวัน หากฉันเงยหน้าขึ้นดูบนท้องฟ้า ฉันก็จะได้เห็นเหล่าลูกนกมากมายบินเล่นลมกันอย่างสนุกสนาน พวกเขาต่างช่วยแต่งเติมชีวิตชีวาให้ท้องฟ้าในยามกลางวัน

นกเด็กๆพวกนี้ออกมาบินเล่นฟ้าทดสอบพลังปีก เนื่องด้วยสิ่งนี้เป็นบทหนึ่งของการเรียนรู้เพื่อความอยู่รอดในการดำรงชีวิต ลีลาบินที่น่าเอ็นดูของพวกเขานั้น แม้จะมีท่วงท่าร่อนลมที่ไม่นุ่มนวลเหมือนนกโตผู้เชี่ยวชาญท้องฟ้า แต่มันก็เป็นความงดงามที่ช่วยให้ฉันได้มองเพลิน

เหล่าลูกนกจะพากันบินมาเป็นกลุ่มๆ พอกลุ่มโน้นบินลับสายตา อีกกลุ่มก็จะบินเข้ามาให้เห็นไม่ขาดสาย บ้างก็บินกันมาแค่สองตัว บ้างก็สามสี่ บ้างก็ดูเหมือนจะบินมาจากคนละที่คนละทิศ แต่ก็จะมาหยุดพักในจุดเดียวกัน แล้วส่งเสียงคุยกันจุ๊กๆจิ๊กๆ มันเป็นเสียงที่ทำให้ฉันนึกจินตนาการเอาเองว่า พวกเขาอาจกำลังคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน จวบจนสิ้นบทสนทนาจึงต่างพากันแยกย้ายบินจากไป

ลูกนกที่ยังคงอยู่ในวัยเพิ่งเริ่มหัดบิน ก็จะโผไปได้ไม่ไกลจากรังมากนัก จึงมักจะเกาะพักกันอยู่ตามกิ่งและยอดไม้ บ้างก็ยืนนิ่งเหมือนตกอยู่ในภวังค์ บ้างก็ขยับตัวโยกย้ายกระโดดไปกระโดดมา ส่วนพวกลูกนกที่อยู่ห่างออกไปจากพ่อแม่ ก็จะส่งเสียงร้องเจี้ยวจ้าวไม่ขาดปาก เสียงเล็กๆนั้น ช่างเป็นโทนเสียงที่ฟังน่าเอ็นดู เมื่อลูกนกส่งเสียงร้อง พ่อแม่ที่ได้ยินก็จะร้องรับขานตอบกับลูก ด้วยการสื่อสารของภาษาแห่งความห่วงใยและเอื้ออาทร เพื่อให้แน่ใจว่าลูกๆปลอดภัยกันดี "แม่..หนูอยู่ตรงนี้นะ" ..... "จ้ะแม่เห็นแล้ว"

ภาพฉากชีวิตบนท้องฟ้าที่ทำให้ฉันรู้สึกอิ่มตาอิ่มใจอีกภาพ คงจะเป็นภาพครอบครั้วที่แสนอบอุ่น ของพ่อนกตัวโตสีดำมันวาวที่กำลังพาลูกนกเล็กๆสองตัวที่มีขนาดเท่าๆกัน มาหัดบิน ฉากหลังของผืนฟ้าและปุยเมฆขาว ช่วยทำให้พวกเขาดูเด่นชัดบนท้องฟ้า ความงดงามในความผูกพันที่พวกเขาต่างมีให้กัน ได้ปรากฏให้เห็นเป็นภาพที่ดูเข้าใจได้ไม่ยาก ด้วยการเกาะกลุ่มบินร่วมกันอย่างใกล้ชิดเหลือเกิน ชิดกันดั่งปีกนั้นจะเอื้อมถึงและโอบกอดกันได้ ภาพชีวิตความผูกพันเช่นนี้คงไม่ต่างจากภาพชีวิตใดๆในโลก ที่ทุกชีวิตต่างมีอีกชีวิตให้รักและเป็นที่รัก

ความสุขที่เกิดขึ้นในสายตา ไหลรินลงมาถึงหัวใจ ภาพความสุขของชีวิตเล็กๆบนท้องฟ้าในยามนี้ อาจเปรียบได้เหมือนดั่งมีลมหายใจของความรักประดับอยู่ในทุกๆอณู



คืนรัง

สายของวันพฤหัสที่ 13 May 2004 ในขณะที่ฉันกำลังทำงานตอบคำถามให้กับเว็บ CookieTalkie.com อยู่นั้น ฉันได้ยินเสียงนกหลายตัวร้องกันระงมอย่างผิดปกติอยู่ที่นอกหน้าต่าง เสียงนั้นทำให้ฉันต้องชะโงกหน้าออกไปดู

ที่ลานกว้างด้านล่างตรงทางเดินใกล้กับสนามหญ้า ฉันได้เห็นชายผู้ดูแลสวนชาวเม็กซิกัน กำลังตะโกนพูดคุยอยู่กับชายอีกคนที่ยืนอยู่บนระเบียงของตึกที่อยู่ตรงข้าม ชายคนนั้นมีตำแหน่งเป็นช่างซ่อมบำรุงประจำอพาร์ทเม้น พวกเขาคุยโต้ตอบกันด้วยภาษาสเปน (Spanish) ที่ฉันฟังไม่เข้าใจ

เสียงตะโกนของพวกเขาที่ดังแข่งกับเสียงร้องระงมของนก ทำให้ฉันรู้สึกได้ทันทีว่า มันจะต้องมีอะไรที่ไม่ปกติเกิดขึ้นแน่นอน

หลายวันที่ผ่านมานี้ ฉันได้สังเกตุเห็นว่า ในบริเวณที่พักของเรามีนกกลุ่มหนึ่งพากันมาอาศัยสร้างรังอยู่ตามต้นไม้ที่ปลูกเรียงรายอยู่ข้างทางเดิน "โม" เด็กชายชาวอิหร่านวัย 13 ปี และ "เรโอมา" เด็กชายชาวญี่ปุ่นวัย 12 ปี ที่ต่างรักและชอบนกเหมือนๆกัน มักมาเรียกชวนฉันให้ไปดูนกที่มาสร้างรังอยู่ตามต้นไม้เหล่านี้ แต่วันนี้โมไม่ได้มามือเปล่า เพราะเขาได้พกอุปกรณ์พิเศษของเขามาด้วย เจ้าสิ่งนั้นมันเป็นแว่นตาสำหรับใช้ดำน้ำ ซึ่งโมบอกกับฉันว่า เขาจะเอาแว่นนี้ไว้ใส่เมื่อต้องเข้าใกล้กับพวกนกดุ นกสีดำมันวาว ที่พวกเราต่างไม่เคยเห็นพวกเขาพากันมาทำรังที่นี่..ในปีก่อนๆ

เรา 3 คน 3 ชาติ พากันออกเดินดูนกและพูดคุยกันอย่างสนุกสนานเหมือนเช่นเคย แนวความคิดในโลกของเด็กๆมักมีอะไรพิเศษให้ฉันได้เรียนรู้เสมอ

นกดุของโม เป็นนกอะไรกันหนอ จากการค้นหาข้อมูล ทำให้ฉันได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ คุณ David ผู้ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์กร California Fish and Game (องค์กรที่ดูแลจัดการเกี่ยวกับปลา สัตว์ป่าและพันธุ์พืชพื้นเมืองนานาชนิดในประเทศสหรัฐอเมริกา) หลังจากที่ฉันอธิบายลักษณะและพฤติกรรมนก คุณ David ก็บอกกับฉันว่า นกชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า "นก Brewer's Blackbird"

Brewer's Blackbird
Brewer's Blackbird เป็นนกที่มีขนสีดำมันวาว มีสีเหลืองที่รอบดวงตา และมีความยาวประมาณ 5-6 นิ้ว พวกเขาเป็นนกที่เดินทางทั่วทั้งประเทศสหรัฐ และเป็นนกอีกชนิดที่ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมาย International Law และ Migratory Bird Treaty Act ที่ระบุว่า ห้ามประชาชนรบกวนนกที่กำลังทำรัง และกฏหมายยังคุ้มครองไปถึงการปกป้องให้นกได้เสร็จภาระกิจในการดูแลเลี้ยงลูก จนกระทั่งลูกนกแข็งแรงและพร้อมที่จะออกเดินทางอพยพไปกับพ่อแม่

คุณ David ยังได้เล่าอีกว่า ในสหรัฐนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ทำหน้าที่ให้การดูแลด้านสัตว์ป่าที่เรียกว่า Wildlife Police ประจำการอยู่ในทุกเขตตลอดไปจนถึงแนวชายแดน นกที่ได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายจะได้รับการปกป้องจากเจ้าหน้าที่เหล่านี้ และหากมีการกระทำฝ่าฝืนกฏหมาย ผู้กระทำก็จะต้องได้รับโทษ ที่หากการฝ่าฝืนนั้นไม่รุนแรงนัก ผู้ฝ่าฝืนก็จะได้รับคำเตือนในขั้นแรก แต่หากการเตือนนั้นใช้ไม่ได้ผล ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกปรับเป็นเงินด้วย เช่น ผู้ตัดกิ่งหรือทำลายต้นไม้ที่มีรังนกชนิดที่ได้รับการคุ้มครองให้ได้รับความเสียหาย จนมีผลถึงการทำร้ายรังของนก จะถูกปรับเป็นเงินมากกว่า $1,000 เหรียญสหรัฐ

จากการหาข้อมูลเพิ่มเติมทางอินเตอร์เน็ท ทำให้ฉันรู้มาอีกว่าโดยธรรมชาติของนก Brewer's Blackbird นั้น เขาจะมีนิสัยก้าวร้าวปกป้องและหวงรังมากเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงมักสร้างปัญหาให้กับผู้คนที่บังเอิญเดินผ่านไปมาใกล้รังของเขาเสมอ ด้วยการบินโฉบเฉี่ยวหัวและบางครั้งยังแถมปล่อยอึใส่หัวคนด้วย ฉันจำได้ติดตาเสมอกับภาพข่าวน่ารักที่มักเห็นทางทีวี มันเป็นภาพที่นก Brewer's Blackbird กำลังไล่ตีไล่จิกคนเดินถนน จนทำให้ผู้คนที่พบเห็นต่างอดที่จะขำกันไม่ได้ บางคนที่จำเป็นต้องใช้ถนนในเส้นทางที่มีนก Brewer's Blackbird ทำรังอยู่ ก็จะติดร่มออกมาจากบ้านด้วย เพื่อเอาไว้กางป้องกันการจู่โจมของนก ภาพของเหยื่อคนเดินถนนที่ถูกนักข่าวแอบตั้งกล้องเก็บภาพ มักถูกถ่ายทอดออกทางทีวีทุกๆปี มันเป็นความน่ารักปนตลก ที่จะเปลี่ยนสถานที่ไปตามแหล่งสร้างรังของเจ้าถิ่น Brewer's Blackbird นั่นเอง

ในเย็นวันที่เรา 3 คนเดินดูนกกันนั้น ฉันมีโอกาสได้เห็น Brewer's Blackbird ตัวหนึ่งแสดงความใจกล้าบินโฉบต่ำลงมาเกือบจะติดพื้น เพื่อขู่และจู่โจมลูกสุนัขพันธุ์ใส้กรอกสีดำตัวเล็กๆ ที่กำลังวิ่งเล่นซนอยู่บนสนามหญ้า เขาทำให้ฉันต้องประหลาดใจว่าแม้กระทั่งสุนัขก็ยังกลัวนก แต่ Brewer's Blackbird ก็มักทำแค่ขู่และไม่ได้คิดที่จะทำร้ายใครจริงๆจังๆ ผู้คนต่างหากที่แอบกลัวนกกันถ้วนหน้า

ด้วยความสงสัยว่าที่ด้านล่างนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ซึ่งถ้ามันเป็นเรื่องของคนฉันก็คงไม่สน แต่นี่มันมีเสียงร้องของนกปะปนอยู่ด้วย แล้วฉันจะนั่งนิ่งติดเก้าอี้อยู่เฉยๆได้อย่างไร "ก็ลงไปดูซิ" ฉันคิดในใจ แล้วละทิ้งงานจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ทันที และเพื่อให้สถาณการณ์แนบเนียน ด้วยไม่ต้องการให้ใครมาหาว่าฉันกำลังจะไปจุ้นจ้าน ฉันจึงคิดและใช้สมองก่อนที่จะตัดสินใจวิ่งไปหยิบถุงขยะที่มีขยะอยู่จริงๆในครัวติดมือไปกับฉันด้วย อืม...ก็ฉันแค่จะเอาขยะไปทิ้งนะ ไม่ได้อยากจะมาดูอะไรหรอก ภาพคนหิ้วถุงขยะมันก็บอกอยู่แล้วเห็นๆใช่ไหมละ เนียนมาก.. ฉันคิดในใจ

ลงไปถึงที่เกิดเหตุ ฉันก็ทำทีเอ่ยถามชายคนสวนที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากต้นไม้ว่า เกิดอะไรขึ้นหรือ ทำไมพวกนกถึงร้องดังลั่นระงมกันอย่างนั้น ฉันไม่ได้ยินคำตอบจากเขาชัดเจนนัก ได้แต่มองตามมือของเขาที่ชี้ตรงไปที่พื้น จึงทำให้ฉันรู้ว่า มีลูกนกตกลงมาจากต้นไม้ ลูกนกที่ฉันเห็นยืนอยู่ตรงนั้นเป็นลูกนกตัวเล็กๆสีเทาดำ ที่มีอาการซุกกลัวตัวสั่นอยู่ที่พื้นดินติดกับผนังตึก สีของพื้นดินกับสีของลูกนกแทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ลูกนกเพิ่งมีเพียงขนอ่อนปุกปุยขึ้นประปรายเท่านั้น เขาเป็นลูกนก Brewer's Blackbird นั่นเอง

แนวดินเล็กๆชิดติดกับผนังตึกที่ลูกนกยืนตัวสั่นอยู่นั้น มันเป็นพื้นที่ที่คนสวนมักจะถางต้นไม้คลุมดินที่ดูรกๆออก เพื่อใช้เป็นทางให้เขาได้โรยยาฆ่าแมลงที่ไม่พึงประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้มันไต่ขึ้นบนตึกที่อยู่อาศัย และรอบๆบริเวณนั้นก็ยังเป็นที่ทางซึ่งเหล่าหมาแมวมักจะชอบลงมาเดินหาเหยื่อตะคลุบเล่นซะด้วยและแน่นอนฉันรู้ดีถึงอันตรายหากลูกนกโชคร้ายจะต้องตกเข้าไปอยู่ในปากของหมาแมว

ฉันคาดเดาว่าคนสวนคงจะตัดเล็มกิ่งไม้หรือทำอะไรสักอย่างกับต้นไม้ที่มีรังนก จนเป็นเหตุทำพ่อแม่นกตกใจบินหนี และเป็นเหตุให้ลูกนกตะเกียกตะกายพลัดตกจากรังลงมาอยู่ที่พื้น พ่อแม่นกซึ่งบินวนต่างมองเห็นลูกที่ตัวเองไม่อาจเข้าช่วยเหลือได้ จึงเกิดความกลัวว่าลูกจะถูกทำร้าย พวกเขาจึงส่งเสียงร้อง เมื่อพ่อแม่นกคู่นี้ร้อง ก็ทำให้นกตัวอื่นๆที่อยู่ในระแวกเดียวกันต่างร้องตามไปด้วย

ฉันไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะไปซักไซ้เอาความกับคนสวน และคนสวนก็คงไม่แคร์ที่จะตอบคำถามฉัน สิ่งที่ฉันจะทำได้ในเวลานั้นก็คือขอร้องให้คนสวนช่วยฉันนำลูกนกกลับขึ้นไปคืนรัง แต่ไม่ว่าฉันจะขอร้องเขาอย่างไร คำขอของฉันนั้นก็ดูเหมือนจะไร้ผล คนสวนได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธสถานเดียว ไม่ว่าฉันจะอธิบายว่าการส่งลูกนกคืนรังมันมีความจำเป็นมากเพียงไร ฉันก็ยังคงมองเห็นสีหน้าและกริยาของความไม่แคร์จากท่าทางของเขาได้อย่างชัดเจน คำขอร้องของฉันดูเหมือนจะไม่ได้น้ำใจจากคนสวนคนนี้แม้แต่น้อย จนในที่สุดเขาก็รำคาญฉันแล้วเดินเลี่ยงจากไปซะเฉยๆ ดูเหมือนเขาคงลืมไปมั้งว่า...เขานั่นแหละที่เป็นคนสร้างปัญหา

ในสถานะการณ์อย่างนี้มันช่างทำให้ฉันรู้สึกหมดหนทางและวังเวงสิ้นดี เพราะฉันรู้ตัวดีว่าฉันคงไม่สามารถนำลูกนกขึ้นไปคืนรังได้สำเร็จ โดยขาดความช่วยเหลือ....

แต่คนอย่างฉันหรือจะยอมแพ้!

เหลียวซ้ายแลขวา แล้วฉันก็ตัดสินใจวางถุงขยะที่หิ้วติดมือมาด้วยลงพื้น และเพื่อที่จะเข้าให้ถึงตัวลูกนก ฉันต้องกระโดดลุยฝ่าและแทรกตัวข้ามผ่านพุ่มไม้รกที่มีความสูงเหนือเอว และต้องย่ำผ่านเหล่าไม้คลุมดินพุ่มเตี้ยๆที่ขึ้นขวางทางอีกชั้น "คิดจะแต่งสวนให้ดีกว่านี้ได้บ้างไหมเนี่ย" ฉันบ่นเบาๆ เมื่อฉันเข้าใกล้ ลูกนกที่กำลังอยู่ในอาการสั่นกลัวอยู่แล้วก็ยิ่งสั่นกลัวมากขึ้นไปอีก เขาส่งเสียงร้องและพยายามถอยหนีจากมือของฉัน ฉันเดินเข้าประชิดและพยายามจะคว้าตัวเขาให้ได้อยู่ 2-3 ครั้ง ในขณะนั้นพ่อแม่นกที่กำลังจ้องมองฉัน ต่างแผดเสียงร้อง เขาคงเข้าใจว่าลูกของเขากำลังจะถูกทำร้าย และผู้ร้ายในความคิดของเขานั้น ก็คือฉันนั่นเอง ด้วยความพยายาม ในที่สุดฉันก็ใช้สองมืออุ้มประคองลูกนกที่อยู่ในอาการกลัวขึ้นมาจากพื้นได้ ลูกนกตัวน้อยในอุ้งมือฉัน....ความรู้สึกตรงนั้นบอกฉันว่า เขาช่างบอบบางเหลือเกิน

ฉันไม่ได้เตรียมถุงมือติดตัวมาด้วย และแม้ฉันจะไม่เคยลืมเรื่องเชื้อโรคที่สามารถส่งผ่านจากลูกนกในธรรมชาติมาที่ฉันได้ แต่ในเวลาเช่นนี้ฉันคงไม่ตัดสินใจที่จะวิ่งกลับไปหยิบถุงมือที่บ้าน เพราะหากทำเช่นนั้นฉันคงกลับมาไม่ทันหมาแมวที่อาจบังเอิญเดินผ่านมาในบริเวณนั้น แล้วขโมยคาบเอาลูกนกไปเสียก็ได้ และในสถานะการณ์ที่จะต้องช่วยชีวิตลูกนกอย่างเร่งด่วนเช่นนี้... ฉันไม่มีเวลาที่ไปแคร์เรื่องเชื้อโรค ที่แค่ล้างมันออกฉันก็จะปลอดภัย

เมื่อได้ตัวลูกนกไว้ในอุ้มมือแล้ว ฉันก็ต้องกระโดดแทรกตัวผ่านพุ่มไม้รกกลับออกมาที่ด้านนอก เหลียวซ้ายแลขวาอีกครั้ง ก็ไม่เห็นใคร หรือว่า.... ฉันกำลังยืนอยู่บนโลกคนเดียวจริงๆ

ฉันตัดสินใจเลือกวางลูกนกไว้ที่สนามหญ้าเขียวข้างทาง ด้วยคะเนแล้วว่ามันน่าจะเป็นที่ๆปลอดภัยที่สุด ในเวลานั้นพ่อแม่นกยังคงจ้องดูท่าทีของฉันและส่งเสียงร้องอยู่เหมือนเดิม ค่อยๆวางลูกนกอย่างเบามือลงบนพื้นหญ้าแล้ว ฉันก็ต้องกระโดดลุยกลับเข้าไปที่พุ่มไม้รกในบริเวณนั้นอีกครั้ง เพราะใกล้ๆนั้นมีบันไดพับอลูมิเนียมที่คนสวนใช้เป็นประจำวางอยู่ เจ้าบันไดนี่มันคงจะช่วยฉันได้

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันมีโอกาสเกี่ยวข้องกับบันไดแบบนี้ บันไดที่ฉันเคยสัมผัมมันด้วยสายตาแล้วคิดว่ามันคงเบานั้น ช่างหนักสิ้นดี แต่ฉันคงไม่มีทางเลือกอื่น ฉันจึงพยายามที่จะลากและยกบันไดอย่างทุรักทุเล จนมันถูกเหวี่ยงไปกระทบกระแทกกับผนังตึกอยู่หลายครั้ง แต่ในที่สุดฉันก็พามันก็ออกมากับฉันจนได้

แน่หละฉันไม่เคยใช้เจ้าบันไดนี้มาก่อน แต่ฉันก็เคยเห็นคนอื่นๆใช้มันอยู่บ้าง ฉันจึงพอรู้วิธีที่จะกางมันออกให้ตั้งเข้าที่ได้สำเร็จ แม้มันจะสูงและหนักกว่าตัวฉันก็ตาม แต่แล้วฉันพบว่าเจ้าบันไดอันนี้มันอยู่ในสภาพที่ไม่สมประกอบนัก เหล็กข้อพับทั้งสองข้างที่เป็นตัวยึดให้มันกางออกได้อย่างมั่นคงนั้น หักพังไปซะแล้วข้างหนึ่ง จึงเป็นเหตุให้มันโยกเอนไปมา ฉันคะเนดูแล้วว่าเจ้าบันไดอันนี้มีทีท่าว่าจะไม่ร่วมมือกับฉันแน่ และถ้าฉันขืนปีนเจ้านี่ขึ้นไป มันอาจทำให้ฉันตกลงมาหัวฟาดพื้นได้ไม่ยาก

ในขณะที่ฉันยืนปลงไม่ตกและกำลังคิดว่าจะเอาไงดีอยู่นั้น ฉันก็เพิ่งรู้สึกว่านายช่างผู้มีตำแหน่งซ่อมอพาร์ทเม้นผู้นั้นยังคงยืนอยู่ที่เดิมตั้งแต่แรก ไม่ได้ขยับไปไหน เพียงแต่ฉันเองต่างหากที่มัววุ่นวายจนไม่เคยรู้สึกว่ามีเขายืนอยู่ที่ระเบียงชั้นบนของตึกตรงข้าม ซึ่งไม่ห่างจากที่ฉันปฏิบัติการช่วยนกอยู่ อืม...ก็ฉันมัวแต่เหลียวซ้ายแลขวา และก็ไม่เคยมองขึ้นข้างบนนี่นา นายช่าง!!! เขาอาจเป็นความหวังของฉัน

ฉันตะโกนร้องขอความช่วยเหลือจากเขา ผู้ซึ่งแม้จะทำท่าส่ายหัวเหมือนไม่อยากยุ่งไม่อยากช่วย แต่เขาก็เดินลงจากตึกนั้นตรงมาที่ฉัน และเข้าช่วยจับบันไดให้อย่างมีน้ำใจ ด้วยความชำนาญในระดับมืออาชีพ นายช่างกลับตัดสินใจใช้สองมือจับบันไดให้ปะกบเข้าหากันดังเดิม ฉันงงเล็กน้อยว่าเขากำลังคิดจะทำอะไร แต่ฉันก็งงได้ไม่นาน เขาก็จับบันไดพาดเข้ากับต้นชบาพุ่มหนาตรงหน้า ต้นชบากอนี้ขึ้นอยู่ใต้ต้นแปรงล้างขวดซึ่งเป็นต้นไม้สูงประมาณเกือบเท่าตึกสองชั้น มันเป็นต้นไม้ที่มีรังนกอยู่ข้างบนนั่นเอง วิธีการพาดบันไดของนายช่างฉลาดกว่าวิธีกางบันไดของฉันมาก เพราะวิธีนี้บันไดจะพาดตรงเข้าถึงต้นแปรงล้างขวดได้พอดิบพอดีทีเดียว บันไดที่ฟาดลงบนพุ่มต้นชบาและกระแทกลงที่ลำต้นของต้นแปรงล้างขวด ได้ตีเอาฝุ่นผงสีขาวที่เกาะอยู่ตามใบไม้ให้แตกกระจายเป็นฝุ่นฟุ้งปกคลุมไปทั่วบริเวณ ฉันรีบกลั้นลมหายใจและเบือนหน้าหนี..... เราไม่มีฝนมานานมากจริงๆ

เมื่อพาดบันไดได้เข้าที่ ฉันก็คิดเข้าข้างตัวเองว่า นายช่างคงจะปีนขึ้นไป โดยให้ฉันเป็นคนช่วยจับยึดบันไดให้ที่ด้านล่าง ฉันพร้อมอยู่แล้ว งานง่ายๆแบบนี้ ...แต่ฉันเข้าใจผิด นายช่างหันมาสั่งฉันให้เป็นคนปีนขึ้นไปเอง อ้าว!!

อันที่จริงตั้งแต่เกิดมาฉันก็ไม่เคยมีความจำเป็นที่จะต้องปีนบันไดขึ้นที่สูงอย่างนี้มาก่อน และความสูงประมาณนี้มันก็ทำให้ฉันกลัวอยู่มากเหมือนกัน แต่ฉันคงไม่มีทางเลือกอื่นเพราะขืนเรื่องมากแล้วนายช่างเปลี่ยนใจ ฉันอาจไม่เหลือใครให้พึ่งพิง

พลังความตั้งใจที่จะต้องช่วยส่งลูกนกกลับคืนรังให้ได้นั้น มันมีแรงขับดันที่สูงกว่าความกลัวหลายเท่านัก และในสถานะการณ์อย่างนี้ ฉันน่าจะเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุด ที่จะเป็นคนปีนขึ้นไปเอง มันคงไม่ยากมากนักมั้ง ใครๆเขาก็ปีนกันได้... ฉันคิดอย่างหวาดๆอยู่ในใจ

เมื่อนายช่างแสดงท่าจับบันไดอย่างมั่นคง ฉันจึงเดินไปรับลูกนกที่ยืนรอตัวสั่นอยู่ที่เดิมไว้ในอุ้งมือ จัดลูกนกให้เข้าที่ กำเขาให้ได้พอดีอยู่ในมือข้างหนึ่งอย่างระมัดระวัง เพื่อจะได้ใช้มืออีกข้างสำหรับจับบันไดดึงตัวเองให้ปีนสูงขึ้นไปข้างบน ในเวลานั้นฉันรู้สึกว่าขั้นบันไดแต่ละขั้นมันช่างกว้างและก้าวแต่ละก้าวมันช่างยากเย็น แต่ด้วยการจับที่มั่นคง ฉันก็มั่นใจที่ปีนบันไดให้สูงขึ้นไปได้ แม้ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก

ฉันปีนบันไดขึ้นไปได้มากกว่าครึ่งทางแล้ว เมื่อนายช่างผู้ช่วยจับบันไดตะโกนเร่งให้ฉันรีบๆวางลูกนกลงบนกิ่งไม้สักกิ่ง "กิ่งไหนก็ได้วางๆลงไปเถอะ" เขาสั่ง เพราะหากฉันปีนสูงขึ้นไปกว่านี้ต้นไม้ก็อาจทานน้ำหนักไม่ไหว แล้วทั้งฉันและลูกนกในมือ ก็อาจตกหัวทิ่มลงไปในพุ่มชบา

นายช่างตะโกนด้วยเสียงเร่งเร้าอีกครั้ง แล้วบ่นว่า "บนนั้นไม่มีรังนกหรอกวางๆลูกนกลงไปเถอะ" แต่ฉันมั่นใจว่าบนนั้นต้องมีรังนกแน่ แม้ในพุ่มไม้นั้นจะมีแสงรอดเข้ามาน้อยมาก และนกก็มักจะสร้างรังลึกเข้าไปด้านในที่ทำให้มองเห็นรังนกได้ยาก แต่ในตำแหน่งที่ฉันยืนอยู่บนบันไดนั้นก็ทำให้ฉันสามารถมองเห็นรังนกที่ซุกอยู่ด้านในได้ ฉันตะโกนบอกนายช่างว่าฉันเห็นรังนกแล้ว พร้อมๆกับพยายามโน้มตัวและยืดแขนเข้าไปในพุ่มไม้ให้ได้ลึกมากเท่าที่จะทำได้ มันแทบจะสุดเอื้อมเลยทีเดียว

ในที่สุด...ด้วยนิสัยที่ดื้อดึงไม่ยอมแพ้ของฉัน ฉันก็ทำสำเร็จ ฉันส่งลูกนกลงไปในรังจนได้ มันเป็นความรู้สึกที่ปราบปลื้มที่สุดแล้วในเวลานั้น

วางลูกนกลงในรังแล้ว ฉันก็รีบหย่อนเท้าก้าวลงบันได ปีนขึ้นง่ายกว่าปีนลง ฉันคิดในใจ ฉันรู้สึกกลัวการถอยหลังลงมากกว่าการก้าวเท้าขึ้น ขาของฉันเริ่มทำทีท่าว่าไม่อยากจะร่วมมือกับกำลังใจ ก็เพราะพลังความอยากทำให้สำเร็จของฉันมันได้จบลงไปแล้ว นับจากวินาทีที่ส่งลูกนกลงไปในรังนั่นแหละ

ฉันก้าวขาลงด้วยความยากเย็น และคราวนี้ฉันเป็นฝ่ายตะโกนลงมาบ้าง "จับแน่นๆนะอย่าให้ฉันตก" ฉันไม่รู้หรอกว่านายช่างจะรู้สึกรำคาญฉันแค่ไหน แต่ในที่สุดฉันก็ลงมายืนบนพื้นได้อย่างปลอดภัย นายช่างช่วยแบกบันไดไปเก็บเข้าที่เดิมให้ด้วย เขาช่างมีน้ำใจ ... บันไดในมือนายช่างดูเหมือนมันจะเบาสิ้นดี

ฉันกล่าวขอบคุณนายช่าง และบอกกับเขาว่า นกพวกนั้นก็คงอยากขอบคุณเขาเช่นกัน นายช่างยิ้มให้ฉันอย่างมีไมตรี แล้วเดินจากไป

เสร็จภาระกิจแห่งความสุขที่ได้ส่งลูกนกคืนรังแล้ว ฉันก็ไม่ลืมที่จะก้มลงคว้าถุงขยะของฉันที่วางทิ้งไว้ที่พื้น แล้วเดินมุ่งไปยังประตูทางออกเพื่อส่งถุงขยะให้ไปถึงที่หมายเช่นกัน แต่พอฉันเริ่มเดินห่างออกมา พ่อแม่ของลูกนกก็บินโฉบมาทางด้านหลังฉัน แม้เขาจะมาแค่จู่โจมตามหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องปกป้องลูก และไม่ได้แสดงทีท่าว่าจะมาทำร้ายฉัน แต่ฉันก็ยังรู้สึกวูบๆหวาดๆอยู่ในใจ เลยเผลอตะโกนทวงบุญคุณกับพวกเขาไปว่า ฉันเพิ่งเอาลูกของพวกเธอส่งกลับคืนรังให้นะ อย่ามาจิกฉันล่ะ จบคำฉันก็หัวเราะกับตัวเองเบาๆ แล้วนี่พวกเขาจะเข้าใจหรือเปล่าหนอ....

หลังจากอาบน้ำสระผมทำความสะอาดตัวแล้ว ฉันก็กลับมานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานตอบคำถามที่ยังคงค้างต่อให้เสร็จ แม้สองมือที่กดลงไปบนแป้นพิมพ์จะเกิดอาการสั่นและอ่อนแรง จากที่เพิ่งผ่านการยกบันไดอันหนักอึ้งและการปีนป่ายครั้งแรกในชีวิต แต่นั่นมันก็ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกกังวลใจใดๆเลย เพราะฉันได้ทำในสิ่งที่มีความสุขที่สุดไปแล้ว

ฉันได้ช่วยส่งคืนลมหายใจ ให้ท้องฟ้า....


บทความที่ควรอ่านเพิ่มเติม

ช่วยลูกนกตกจากรัง

.....
เขียนโดย แก้วตา

5/19/2004 ปรับปรุงล่าสุด 9/15/2007




*บทความและภาพประกอบเป็นสิขสิทธิ์ของผู้เขียนและเจ้าของภาพถ่าย ที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กฏหมายลิขสิทธิ์
การนำไปเผยแพร่ต่อเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าหรือเพื่อผลประโยชนอื่นใด ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการเท่านั้น


cookietalkie@yahoo.com


copyright © 2003-2008 CookieTalkie.com