HOME
วัตถุประสงค์คู่มือการดูแลนกเรื่องเล่าจากประสบการณ์Watch Me Flyรายชื่อหมอแหล่งข้อมูลแจ้งนกหาย/พบนกปรึกษาและสนทนาอุปการะนกติดต่อ


Free My Wings



นกแต้วแล้วท้องดำ… บนเส้นทางแห่งการสูญพันธุ์?


เรื่องโดย เพชร มโนปวิตร
รองผู้อำนวยการ สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย
กรรมการฝ่ายวิชาการ สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย




“เราไม่ได้รักนกมากกว่ารักคน
เราไม่ได้รักป่ามากไปกว่าคนไทยบนผืนแผ่นดินแม่
เราเพียงอยากให้คนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติและยั่งยืน
และเราเชื่อว่าการอนุรักษ์นก และการรักษาผืนป่าคือผลประโยชน์ในระยะยาวของทุกคน”

โครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ (พ.ศ. 2533-2542)


มิถุนายน 2529


สิริรักษ์ อารทรากร หรือทิพย์ ในเวลานั้นคือเด็กนักเรียนชั้น ป. 4 อยู่ที่ปราจีนบุรี เธอยังดูนกไม่เป็น และไม่รู้จักนกแต้วแล้วท้องดำ ทิพย์คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในปีเดียวกันนั้นเอง วงการนักธรรมชาติวิทยาทั่วโลกต่างตื่นเต้นดีใจกับข่าวการค้นพบนกแต้วแล้วท้องดำในประเทศไทย หลังจากเชื่อว่านกชนิดนี้ได้สูญพันธุ์ไปแล้วเกือบครึ่งศตวรรษ ปัจจุบันเด็กนักเรียน ป. 4 แทบทุกคนในอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ รู้จักนกแต้วแล้วท้องดำ คนไทยจำนวนไม่น้อยเคยได้ยินชื่อนกแต้วแล้วท้องดำในฐานะสัตว์ป่าสงวน 1 ใน 15 ชนิดของประเทศ และนักดูนกทั่วโลกต่างรู้ว่าหากอยากดูนกชนิดนี้ต้องเดินทางมาที่ประเทศไทยเท่านั้น ทว่าความโด่งดังของนกแต้วแล้วท้องดำ และความพยายามในการอนุรักษ์นกชนิดนี้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยังไม่สามารถกอบกู้นกแต้วแล้วท้องดำให้พ้นจากเส้นทางแห่งการสูญพันธุ์ได้ เพราะนกยังคงลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่องจนเหลือจำนวนเพียงหยิบมือเดียวในป่าผืนเล็กๆ ที่จังหวัดกระบี่

.........................

17 ปีผ่านไปแล้ว ทิพย์จบการศึกษาระดับปริญญาโทด้านชีววิทยา และได้กลายมาเป็นเจ้าหน้าที่วิจัยเรื่องนกแต้วแล้วท้องดำประจำสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นฟูสถานภาพนกแต้วแล้วท้องดำครั้งใหม่ ซึ่งเป็นความพยายามร่วมกันครั้งล่าสุดระหว่างสมาคมอนุรักษ์นกฯ องค์กรอนุรักษ์นานาชาติ และรัฐบาลไทย ทิพย์กลายเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่คนหนึ่งที่ก้าวเข้ามาเผชิญกับความเรื้อรังและซับซ้อนของปัญหาการอนุรักษ์สัตว์ป่าในประเทศไทย

วันนี้การอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำยังคงถูกผลักดันให้ดำเนินต่อไปข้างหน้า ในขณะที่เวลาของนกแต้วแล้วท้องดำฝูงสุดท้ายเหลือน้อยลงไปทุกที ทิพย์และผู้คนอีกจำนวนหนึ่งกำลังสานต่อเรื่องราวของการอนุรักษ์ที่โลดแล่นอยู่ในความสนใจของชาวโลกมาเกือบ 20 ปี... เรื่องราวที่กำลังจะกลายเป็นตำนาน และรอคอยการปิดฉากลงอย่างถาวร

ปริศนาในรอยอดีต

พฤษภาคม 2418


ท่ามกลางความรกชัฎของป่าฝนในเขตเมืองตะนาวศรีทางตอนใต้ของประเทศพม่า นายดับเบิลยู. เดวิดสัน (W. Davidson) ซึ่งทำงานสำรวจและเก็บตัวอย่างนกให้กับนายอัลลัน ฮูม (Allan Hume) เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างสัตว์ของพิพิธภัณฑ์ในประเทศอังกฤษ ได้พบกับนกลำตัวป้อมๆ ตัวหนึ่ง ลำตัวสีเหลือง อกและท้องสีดำ หัวสีฟ้า หางสีฟ้า ดูจากรูปร่างแล้วเขามั่นใจว่าน่าจะอยู่ในวงศ์นกแต้วแล้ว (Pitta) กลุ่มนกตัวกลมป้อมขนาดเล็ก ส่วนใหญ่มีสีสันสดใสและชอบกระโดดหากินไปตามพื้นป่า นายเดวิดสันคิดว่านกตัวนี้อาจจะเป็นนกชนิดใหม่ของโลก แล้วก็เป็นจริง เพราะนั่นเป็นครั้งแรกที่โลกได้รู้จักกับนกแต้วแล้วท้องดำ ตัวอย่างของนกแต้วแล้วท้องดำตัวผู้ตัวนั้นถูกส่งกลับไปยังพิพิธภัณฑ์ที่ประเทศอังกฤษและได้รับการตั้งชื่อในเวลาต่อมาว่า Pitta gurneyi หรือ Gurney’s Pitta เพื่อเป็นเกียรติให้กับนายจอห์น เอช เกอนีย์ (John H. Gurney) นักสะสมตัวอย่างสัตว์และนักเขียนชาวอังกฤษผู้มีชื่อเสียง

ต่อมาในปีเดียวกัน นายฮูมและนายเดวิดสันได้รายงานการพบนกแต้วแล้วท้องดำครั้งแรกในประเทศสยามว่า พบนกชนิดนี้ครั้งแรกที่เมือง Kenong หรือ ระนอง ตรงฝั่งแม่น้ำบริเวณชายแดนที่ติดกับเมืองบันกาชองในประเทศพม่า นายอี ซี ดิ๊กคินสัน (E. C. Dickinson) อดีตเลขาธิการกิตติมศักดิ์ของชมรมดูนกกรุงเทพฯ (ปัจจุบันคือสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย) ในช่วงปี 2510 เล่าให้ฟังว่า “ยุคแรกๆ ที่เริ่มเก็บตัวอย่างนกแต้วแล้วท้องดำส่งให้พิพิธภัณฑ์นั้น บรรดานักเก็บตัวอย่างมักจะมาเริ่มกันตามหมู่บ้านที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟนี่แหละ เพราะสะดวกดี หาคนนำทางและลูกหาบก็ง่าย ข้อดีอย่างหนึ่งของพวกเก็บตัวอย่างนกพวกนี้คือ เขามักบันทึกเรื่องราวของแหล่งที่จับนกได้อย่างค่อนข้างละเอียด ต่อมาเลยกลายเป็นข้อมูลอ้างอิงที่มีประโยชน์ต่อการศึกษา”

ในบรรดาสถานที่ที่คนกลุ่มนี้ได้บันทึกไว้คือ พื้นที่หลายแห่งในจังหวัดตรัง โดยเฉพาะที่ “ช่อง” หรือ “เขาช่อง” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตรักษาพันธุสัตว์ป่าเขาบรรทัดในปัจจุบัน นอกจากนี้ท้องที่แถวบ้านเกาะปลาบ จังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือเดิมเรียกกันว่า “บ้านดอน” ก็เคยมีการเก็บตัวอย่างได้ ส่วนรังนกแต้วแล้วท้องดำรังแรกของโลกนั้นถูกค้นพบโดยนายซี ชุงแก็ท (C. Chunggat) ที่คลองวังหิน อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในเดือนตุลาคม ปี 2458


ดร.ไนเจล คอลลาร์ (Nigel Collar) ที่ปรึกษา Birdlife International* (เชิงอรรถที่ 1: BirdLife International เป็นองค์กรพันธมิตรนานาชาติด้านการอนุรักษ์นกที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีภาคีสมาชิกกว่า 100 ประเทศทั่วโลก Birdlife International ทำงานเพื่อการอนุรักษ์นกในธรรมชาติ และให้การคุ้มครองถิ่นที่อยู่อาศัยของนก สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกของ Birdlife International ในประเทศไทย) กล่าวเอาไว้ในรายงานนกที่ถูกคุกคามของทวีปเอเชีย หนา 3 พันกว่าหน้า เมื่อปี 2544 ว่า “นกแต้วแล้วท้องดำเป็นนกที่มีประวัติศาสตร์น่าทึ่งที่สุดชนิดหนึ่งของโลก” เพราะหลังจากที่มีการค้นพบเมื่อปี 2418 ก็มีการพบนกแต้วแล้วท้องดำได้อีกเป็นจำนวนมากในหลายบริเวณตั้งแต่บริเวณตัวเมืองประจวบคีรีขันธุ์ลงไปถึงเขาช่องที่จังหวัดตรัง ส่วนในพม่าพบตั้งแต่วิกเตอเรีย พอยท์ (Victoria Point) ทางตอนใต้สุดขึ้นไปจนถึงเมืองเลงยา (Lenya) ซึ่งอยู่ในแนวเดียวกับเมืองประจวบคีรีขันธุ์ แต่แล้วหลังจากรายงาน On Siamese Birds ของนายโรดอล์ฟ ไมเออร์ เดอ เชาเอนซี (Rodolphe Meyer de Schauensee) นักปักษีวิทยาชาวอเมริกัน ในวารสารวิทยาศาสตร์แห่งฟิลาเดลเฟียเมื่อปี 2489 ก็ไม่มีรายงานการพบนกแต้วแล้วท้องดำในธรรมชาติที่อ้างอิงได้ในทางวิทยาศาสตร์อีกเลย* (เชิงอรรถที่ 2: มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือระบุว่านายเฮอร์เบิร์ต จี เด็กแนน (Herbert G. Deignan) อดีตอาจารย์ ใหญ่โรงเรียนปรินซ์รอแยล ชาวอังกฤษ เก็บตัวอย่างนกแต้วแล้วท้องดำตัวเมียได้หนึ่งตัวที่ประจวบคีรีขันธ์เมื่อปี 2495 แต่อาจจะไม่ได้มีการตีพิมพ์รายงานดังกล่าวในวารสารทางวิทยาศาสตร์ การตรวจเอกสารล่าสุดโดยดร.ไนเจล คอลลาร์ จึงไม่ได้นับรวมรายงานชิ้นดังกล่าว) นับเป็นการหายตัวไปอย่างลึกลับในขณะที่วงการปักษีวิทยายังแทบไม่มีความรู้ใดๆ เกี่ยวกับนกชนิดนี้

แม้จะไม่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับนกแต้วแล้วท้องดำออกมาเลยตั้งแต่นั้น แต่ยังมีนกแต้วแล้วท้องดำถูกจับมาออกมาจากป่าอยู่เป็นระยะ ในปี 2495 ตัวอย่างนกแต้วแล้วท้องดำตัวหนึ่งซึ่งไม่ระบุที่มาถูกส่งไปเก็บที่พิพิธภัณฑ์ของสมิธโซเนียน และอีกตัวหนึ่งถูกเก็บตัวอย่างได้จากบริเวณน้ำตกห้วยยาง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นอกจากนี้มีรายงานว่านกแต้วแล้วท้องดำถูกนำมาขายเป็นนกเลี้ยงในประเทศอังกฤษอยู่เสมอๆ จนถึงปี 2518 เช่นเดียวกับในประเทศไทยที่มีหลักฐานว่ามีผู้นิยมนำมาเลี้ยงตั้งแต่ช่วงปี 2510 เพราะเป็นนกป่าที่มีสีสันสวยงาม

นายฮอร์เน็ทท์ (Hornett) นักสะสมนกชาวต่างประเทศคนหนึ่งเคยเล่าไว้ว่า “ก่อนหน้าปี 2513 นกแต้วแล้วท้องดำหาซื้อได้ไม่ยากนัก เพราะมีมาให้เห็นอยู่เสมอปีละ 20-30 ตัวในตลาดค้านกในกรุงเทพฯ ผมเองมีนกไทยมากมายที่เลี้ยงอยู่ แต่นกแต้วแล้วท้องดำเป็นชนิดที่ผมชอบที่สุด และมีราคาแพงที่สุด แรกๆ ก็หาชื้อตามตลาดแต่ต่อมาก็สั่งซื้อได้โดยตรงจากพ่อค้านก”

นายแวน อูสเท็น (Van Oosten) นักเลี้ยงนกอีกคนหนึ่งในอเมริกาเปิดเผยว่าเขาเคยสั่งซื้อนกแต้วแล้วท้องดำ 3 คู่ในราคาตัวละ 50 ดอลล่าร์สหรัฐ เมื่อเดือนกันยายน ปี 2510 คู่หนึ่งถูกส่งต่อไปที่บราซิล 4-5 ปีต่อมาก็ตาย ส่วนอีกคู่หนึ่งขายต่อให้เพื่อนในแคนาดา ส่วนอีกคู่เขาเลี้ยงเอง เลี้ยงอยู่ราวสามปีก็ได้มอบต่อให้กับสวนสัตว์ หลังจากนั้นสี่เดือนนกทั้งคู่ก็ตาย

แม้นกแต้วแล้วท้องดำน่าจะเคยมีอยู่ค่อนข้างชุกชุม จากข้อมูลของพ่อค้านกในสมัยก่อน และตัวอย่างนกกว่าร้อยตัวที่ถูกเก็บอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เฉพาะพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งประเทศอังกฤษ (Natural History Museum) มีนกแต้วแล้วท้องดำสตั๊ฟอยู่ถึง 62 ตัว แต่การเก็บข้อมูลนับสิบปีของนักปักษีวิทยาในยุค 2520 ไม่มีใครเคยเห็นนกแต้วแล้วท้องดำในธรรมชาติเลย ย่อมเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่านกแต้วแล้วท้องดำได้ตกอยู่ในภาวะวิกฤติแล้ว ในเวลานั้นไม่มีใครรู้ว่าจะหานกแต้วแล้วท้องดำพบได้ที่ไหน หรือว่าจริงๆ แล้วยังมีนกแต้วแล้วท้องดำหลงเหลืออยู่หรือเปล่า สถานีโทรทัศน์บีบีซีแห่งประเทศอังกฤษได้ออกแถลงในรายการข่าวประจำปี ว่า “หลังจากมีการตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด มีความเป็นไปได้สูงว่านกแต้วแล้วท้องดำคงจะสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้แล้ว” ข่าวชิ้นดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปในวันคริสต์มาสของปี พ.ศ. 2528 เพียง 6 เดือน ก่อนหน้าที่จะมีข่าวดีจากเมืองไทย

การค้นพบอันยิ่งใหญ่

14 มิถุนายน 2529


หากยึดเอาตามหลักการของไซเตส หรืออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการควบคุมการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าผิดกฏหมาย สัตว์ที่ไม่มีรายงานการพบเห็นในธรรมชาติเป็นเวลา 50 ปี จะถูกกำหนดสถานภาพว่าสูญพันธุ์ไปแล้วจากธรรมชาติ (Extinct from the wild) หากใช้หลักการนี้ก็นับได้ว่านกแต้วแล้วท้องดำได้สูญพันธุ์อย่างเป็นทางการไปแล้วครั้งหนึ่ง เพราะจนถึงปีกลางปี 2529 หรือ 50 ปีนับตั้งแต่รายงานของนายโรดอล์ฟ ก็ไม่มีเอกสารอ้างอิงใดๆ ถึงนกแต้วแล้วท้องดำอีกเลย

ฟิลลิป ดี. ราวด์ (Phillip D. Round) หรือ “ฟิล” นักปักษีวิทยาชาวอังกฤษ เป็นผู้หนึ่งที่ไม่เชื่อว่านกแต้วแล้วท้องดำได้สูญพันธุ์ไปแล้วจริงๆ เมื่อฟิลได้เข้ามาช่วยงานนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุลจัดทำคู่มือดูนกเมืองไทย และต่อมาได้ทำงานที่ศูนย์วิจัยสัตว์ป่า มหาวิทยาลัยมหิดล เขาจึงได้ออกสำรวจและศึกษานกในพื้นที่ป่าทางภาคใต้ของไทยอย่างจริงจังเป็นเวลาถึง 4 ปี แต่ก็ไม่พบนกแต้วแล้วท้องดำเลยในช่วงแรก ในขณะเดียวกันก็ออกสืบเสาะหาข้อมูลเกี่ยวกับนกแต้วแล้วท้องดำในตลาดค้าสัตว์ป่า จนในที่สุดก็ได้ทราบจากพ่อค้าสัตว์ป่าคนหนึ่งว่า คนที่ส่งนกแต้วแล้วท้องดำมาขายในกรุงเทพฯ คือพ่อค้าชาวจีน อยู่ที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช

ในช่วงเดียวกันนั้นเอง ฟิลได้ร่วมกับ ดร.ไนเจล คอลลาร์ ตรวจสอบข้อมูลจากตัวอย่างนกทั้งหมด 103 ตัวที่ถูกเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก ผลปรากฏว่าตัวอย่างนกเกือบทั้งหมดเก็บได้เฉพาะช่วง 60 ปีแรกหลังจากมีการค้นพบ (ระหว่างปี 2418-2479) และเก็บได้จากป่าทางตอนใต้ของประเทศไทยและด้านที่ต่อเนื่องกันในพม่าเท่านั้น ข้อมูลที่สำคัญและน่าตื่นเต้นกว่านั้นคือ ตัวอย่างนกทุกตัวเก็บได้จากป่าที่ราบต่ำ

เมื่อปริศนาเรื่องถิ่นที่อยู่ของนกถูกไขออก การออกค้นหานกแต้วแล้วท้องดำครั้งใหม่จึงพุ่งเป้าไปที่ป่าที่ราบต่ำที่เหลืออยู่ทางภาคใต้ของไทย แม้ในเวลานั้นป่าหลายแห่งได้รับการประกาศให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์แล้ว แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นป่าบนภูเขาทั้งสิ้น ป่าดิบชื้นที่ราบต่ำอันกว้างใหญ่ทางภาคใต้ได้หมดสิ้นไปก่อนแล้ว โดยข้อมูลในขณะนั้นบ่งชี้ว่าเหลือป่าที่ราบต่ำทางภาคใต้ไม่ถึง 5 % ของพื้นที่ที่เคยปรากฏ คณะสำรวจจึงต้องเปลี่ยนเป้าหมายการสำรวจไปยังป่าที่ราบผืนเล็กผืนน้อยที่กระจัดกระจายอยู่ และเมื่อตรวจข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมและแผนที่แสดงภูมิประเทศก็พบว่า ป่าเขานอจู้จี้ ในจังหวัดกระบี่ คือป่าที่ราบต่ำผืนใหญ่ที่สุดที่เหลืออยู่ ซึ่งใกล้เคียงกับข้อมูลที่ได้จากการไล่ถามพ่อค้านกป่าในตลาดทุ่งสงว่ายังมีการดักนกแต้วแล้วท้องดำออกมาขายอยู่ปีละ 2-3 ตัว โดยมากจะดักได้จากบริเวณป่าตรงรอยต่อระหว่างกระบี่ นครศรีธรรมราช และตรัง


ต้นเดือนมิถุนายน 2529 ฟิล พร้อมด้วย อุทัย ตรีสุคนธ์ (นักวิจัยร่วมแห่งศูนย์วิจัยสัตว์ป่า มหาวิทยาลัยมหิดล ในเวลานั้น) ได้นัดกับพ่อค้านกคนดังกล่าวให้พาไปพบกับพรานที่จับนกแต้วแล้วท้องดำมาขาย แต่ปรากฏว่าพ่อค้าคนนั้นไม่มาตามนัด พวกเขาจึงต้องเดินทางไปตามหาป่าเขานอจู้จี้กันเอง และด้วยความช่วยเหลือของกำนันจิตร ชนะกุล กำนันตำบลคลองท่อมเหนือในเวลานั้น ทำให้ได้ไปพักกับผู้ใหญ่สาคร มีแก้ว ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 บ้านบางคราม ผู้ใหญ่สาคร ต้อนรับขับสู้นักสำรวจทั้งสองเป็นอย่างดี และยังช่วยจัดหาชาวบ้านนำทางให้อีก 2 คน โดยแนะนำให้ลองไปสำรวจที่ป่าบริเวณบ้านบางเตียว ใกล้เขานอจู้จี้

หลังจากเดินสำรวจด้วยความยากลำบากอยู่ 4 วัน เพราะฝนที่ตกลงมาอย่างหนักอยู่เป็นระยะ ฟิลก็ได้พบกับนกแต้วแล้วท้องดำตัวผู้ตัวแรก เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2529 นับเป็นรายงานแรกหลังจากที่ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดมาเกือบ 50 ปี ฟิลเล่าว่าเป็นการเห็นนกในช่วงพลบค่ำก่อนที่แสงสุดท้ายของวันจะหมดลงพอดี นับเป็นผลสำเร็จของความเพียรพยายามกว่า 4 ปีในการสืบเสาะค้นหานกที่คาดว่าสูญพันธุ์ไปแล้วชนิดนี้

เช้าวันรุ่งขึ้น อุทัยเปิดเทปบันทึกเสียงร้องของนกแต้วแล้วท้องดำ เพื่อค้นหาเจ้าของเสียงตัวจริงที่อาจจะยังอยู่ในบริเวณนั้น ปรากฏว่ามีนกแต้วแล้วท้องดำร้องตอบกลับมา เขาจึงเดินตามเสียงไปเรื่อยๆ จนพบกับรังนกแต้วแล้วท้องดำพร้อมไข่สามฟองโดยบังเอิญ นี่คือการค้นพบรังนกแต้วแล้วท้องดำครั้งที่ 2 ของโลกในรอบกว่า 100 ปี สองอาทิตย์หลังจากนั้น คณะสำรวจได้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของพ่อแม่นกที่ผลัดเปลี่ยนกันกกไข่ จนกระทั่งไข่ฟัก แล้วพ่อแม่นกก็ช่วยกันนำอาหารมาป้อนลูกน้อยสองตัวในรัง พวกเขาจึงอาศัยช่วงเวลานั้น ไปออกไปค้นหาว่ายังมีครอบครัวนกแต้วแล้วท้องดำตัวอื่นๆ อยู่ในบริเวณใกล้เคียงอีกหรือไม่ แต่ก็ไม่พบ สามวันต่อมาเมื่อกลับมาดูที่รังอีกครั้งก็พบว่านกแต้วแล้วท้องดำครอบครัวนี้ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว พวกเขาไม่รู้ว่านกทั้งครอบครัวถูกล่าเอาไป หรือออกจากรังไปเองโดยธรรมชาติ

เมื่อคณะสำรวจเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ ข่าวการค้นพบนกแต้วแล้วท้องดำที่จังหวัดกระบี่ก็ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นข่าวใหญ่ทางหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ท่ามกลางความยินดีของผู้รักธรรมชาติทั่วโลก เพราะเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่านกแต้วแล้วท้องดำยังไม่สูญพันธุ์ แต่คำถามที่เกิดขึ้นตามมาในขณะนั้นก็คือ จะอนุรักษ์นกชนิดนี้เอาไว้ได้อย่างไร เพราะแม้ป่าเขานอจู้จี้จะยังคงความอุดมสมบูรณ์อยู่ไม่น้อย แต่ก็เต็มไปด้วยร่องรอยของปัญหาที่กัดกร่อนความอยู่รอดของผืนป่า อุทัยได้บันทึกสภาพปัญหาและงานหนักที่รออยู่ข้างหน้าไว้ว่า “แทบจะทุกตารางนิ้วในป่าผืนนี้เต็มไปด้วยร่องรอยของคนตัดหวาย หาน้ำมันยาง ตัดไม้หอม หาหน่อไม้ กระทั่งการจับลูกนกไปขาย หรือนกแต้วแล้วท้องดำครอบครัวน้อยๆ ที่ค้นพบนี้จะเป็นครอบครัวสุดท้ายของโลก”

บทเริ่มต้นของการอนุรักษ์

ตุลาคม 2530


วงการอนุรักษ์ทั่วโลกได้ให้ความสนใจกับข่าวการค้นพบนกแต้วแล้วท้องดำอย่างมาก ถึงขนาดที่ เจ้าชายฟิลลิปส์ แห่งราชวงศ์อังกฤษเคยประสานงานเรื่องการอนุรักษ์ป่าผืนนี้ผ่านพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และมกุฎราชกุมารแห่งประเทศเดนมาร์ก ได้เสด็จไปเยือนป่าเขานอจู้จี้

เมื่อต้องการที่จะอนุรักษ์สัตว์ป่าชนิดใดเอาไว้ นั่นหมายความว่าจะต้องเข้านิเวศวิทยาของสัตว์ชนิดนั้นๆ และให้การคุ้มครองถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ดังกล่าว ก้าวแรกของการอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำจึงเป็นการสำรวจและเก็บข้อมูลนกแต้วแล้วท้องดำในเวลานั้นให้ได้มากสุด โดยทาง Birdlife International (ในเวลานั้นคือ ICBP หรือ International Council for Bird Preservation) ได้ให้การสนับสนุนเงินทุน รวมทั้งส่งนักวิจัยมาช่วยสำรวจศึกษาอย่างละเอียด ทั้งในด้านชีววิทยาและการกระจายพันธุ์ จนกล่าวได้ว่าเราทราบข้อมูลด้านนิเวศวิทยาของนกแต้วแล้วท้องดำดีมากเมื่อเทียบกับนกแต้วแล้วของเอเชียชนิดอื่นๆ นอกเหนือจาก ฟิลและอุทัยแล้ว คณะศึกษาในเวลานั้นประกอบไปด้วยนักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์ที่ต่อมาได้มีบทบาทสำคัญในวงการอนุรักษ์ทั้งในระดับประเทศและระดับโลกหลายท่านอาทิ ดร.ไนเจล คอลลาร์ (Dr.Nigel Collar) เคร็ก ร็อบสัน (Craig Robson) อดัม เกร็ทตัน (Adam Gretton) จอห์น พารร์ (John Parr) และสุรพล ดวงแข

เมื่อรวบรวมข้อมูลได้ในระดับหนึ่ง องค์กรอนุรักษ์จึงเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการประกาศให้ป่าเขานอจู้จี้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่มีกฎหมายอนุรักษ์อย่างเข้มงวด ชมรมดูนกกรุงเทพฯ และศูนย์วิจัยสัตว์ป่า มหาวิทยาลัยมหิดล (ปัจจุบันคือสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย และศูนย์ชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ตามลำดับ) ได้ร่วมกันทำหนังสือถึงกองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แจ้งถึงความสำคัญของป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ อันเป็นแหล่งอาศัยของนกแต้วแล้วท้องดำอย่างน้อย 40 คู่ รวมถึงนกและสัตว์ป่าที่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์อีกกว่า 250 ชนิด โดยขอให้ช่วยดำเนินการประกาศให้พื้นที่ป่าแห่งนี้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยเร็ว นายไพโรจน์ สุวรรณกร รองอธิบดีกรมป่าไม้ในเวลานั้น ให้ความสนใจและตอบรับด้วยดี จึงสั่งการให้มีการสำรวจป่าบริเวณเขานอจู้จี้ และได้มีการประกาศกฎกระทรวงให้พื้นที่ป่าเขานอจู้จี้ ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนเขาประ และป่าสงวนบางคราม เป็น เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาประ-บางคราม ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 116,500 ไร่ เมื่อเดือนตุลาคม 2530

ปัญหาสำคัญที่พบและกลายเป็นปัญหาเรื้อรังมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ ขอบเขตของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าฯ นั้นไม่ครอบคลุมถึงพื้นที่ป่าที่ราบต่ำอันเป็นบ้านของนกแต้วแล้วท้องดำและสัตว์หายากหลายชนิด แม้ภายหลังจะได้มีการประกาศเลื่อนสถานภาพให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าซึ่งมีกฏหมายที่เข้มงวดกว่าในปี 2536 แต่ปัญหาเดิมก็ยังคงอยู่ เพราะพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านั้นครอบคลุมป่าที่ราบต่ำที่เหลืออยู่ประมาณ 18,000 ไร่ เพียง 10% เท่านั้น ทั้งยังกันพื้นที่บริเวณบ้านแผ่นดินเสมอ ตรงใจกลางออกไปเพราะมีชาวบ้านมาจับจองที่ดินอยู่ก่อนแล้ว ทำให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเหลือพื้นที่เพียง 97,700 ไร่โดยพื้นที่ใจกลางเป็นที่ดินทำกินของชาวบ้าน จึงยากแก่การดูแลรักษาเป็นอย่างยิ่ง




ในเมื่อกฎหมายไม่ได้ให้การคุ้มครองป่าที่ราบต่ำเท่าที่ควร ประกอบกับการให้สัมปทานป่าไม้ และมีการทำไม้เถื่อนกันอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการบุกรุกแผ้วถางป่าที่ราบต่ำอย่างต่อเนื่อง แม้ในปี 2532 รัฐบาลไทยจะประกาศยกเลิกสัมปทานป่าไม้ทั่วประเทศ แต่ปัญหาบุกรุกป่า ล่าสัตว์ ดักนกขาย ทำไม้เถื่อน ยังปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป ดูเหมือนว่าการมีสถานภาพเป็นเขตป่าอนุรักษ์ยังไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำอย่างที่ควรจะเป็น

ระหว่างนั้นมีความพยายามที่จะสำรวจนกแต้วแล้วท้องดำในป่าแห่งอื่นๆ ด้วย แต่ก็พบว่า ป่าเขานอจู้จี้ เป็นป่าสำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังมีนกแต้วแล้วท้องดำมากพอที่น่าจะอนุรักษ์ไว้ได้ในระยะยาว จนเดือนมีนาคม ปี 2533 โครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ จึงเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือของกองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ และศูนย์ชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ ภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล โดยระยะแรก (2533-37) ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก Birdlife International และกองทุนอนุรักษ์ธรรมชาติของประเทศญี่ปุ่น (Keidanren Nature Conservation Fund) ส่วนระยะที่สอง (2538-2542) ได้รับทุนจากความร่วมมือเพื่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาแห่งประเทศเดนมาร์ก (Danced) ผ่านทางองค์กรอนุรักษ์นกแห่งประเทศเดนมาร์ก (Danish Ornithological Society หรือ Birdlife Denmark)

วัตถุประสงค์หลักของโครงการฯ คือการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าเขานอจู้จี้ที่ถูกทำลายลงอย่างต่อเนื่อง โดยการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในท้องถิ่น ตลอดระยะเวลา 10 ปี โครงการฯ ได้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้การอนุรักษ์ประสบผลสำเร็จ โดยในส่วนงานด้านการป้องกันรักษาป่า โครงการฯ ได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์ ยานพาหนะ และสร้างหน่วยพิทักษ์ป่าให้กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม รวมทั้งรวมรวบข้อมูลด้านชีววิทยาของพืชและสัตว์เพื่อเป็นข้อมูลในการจัดทำแผนการอนุรักษ์พื้นที่ต่อไป ส่วนงานฟื้นฟูป่านั้น โครงการฯ ได้จัดตั้งเรือนเพาะชำ และดำเนินการเพาะกล้าพันธุ์ไม้พื้นเมือง และสนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกหวาย ระกำ ต้นเหรียง มังคุด เสริมในพื้นที่เกษตรกรรมเดิมเพื่อเพิ่มรายได้ และเป็นการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการดำรงอยู่ของนกและธรรมชาติโดยรวมมากขึ้น พร้อมกับนำชาวบ้านไปดูงานด้านการเกษตรยั่งยืนในพื้นที่อื่นๆ

การให้การศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมถือเป็นหัวใจสำคัญอีกด้านหนึ่ง โครงการฯ ได้มีการจัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติทุ่งเตียว และจัดค่ายเยาวชนรักษ์แต้วแล้ว จดหมายข่าว “แต้วแล้ว” รายสามเดือน และจัดทีมเผยแพร่ไปบรรยาย และจัดนิทรรศการตามโรงเรียนรอบผืนป่า มีการมอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนภายใต้ชื่อ “กองทุนบ้านบางเตียว หรือ กองทุนนกแต้วแล้วท้องดำ” โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากนักดูนกทั้งชาวไทยและต่างประเทศ และกองทุน “Save the Children Fund” แห่งประเทศอังกฤษ

ข่าวคราวการเกี่ยวกับความพยายามอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำถูกเผยแพร่ออกมาตามสื่อมวลชนต่างๆ เป็นระยะ ทั้งทางหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2535 นกแต้วแล้วท้องดำก็ได้รับการประกาศให้เป็นสัตว์ป่าสงวนของชาติ เคียงคู่กับกระซู่ พะยูน นกกระเรียน และสัตว์ป่าอื่นๆ รวม 15 ชนิด เพื่อให้การปกป้องคุ้มครองในระดับสูงสุด

บทเรียนที่ยังไม่ถูกสรุป

14 มิถุนายน 2539


“วันนั้นเป็นวันครบรอบ 10 ปีพอดีนับจากวันที่ฟิลิป ดี. ราวด์ ค้นพบนกแต้วแล้วท้องดำในประเทศไทย อากาศร้อนอบอ้าวของฤดูร้อนเริ่มบรรเทาลงบ้างแล้วหลังการกลับมาของสายฝน เมฆก้อนทะมึนปกคลุมไปทั่วบริเวณป่าเขานอจู้จี้ เย็นวันนั้นเจ้าหน้าที่โครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าที่ราบต่ำฯ เดินทางกลับที่พักตามปกติ พวกเขาอาจกำลังคิดถึงงานฉลองเล็กๆ เพื่อรำลึกถึงข่าวดีในอดีต แต่คืนเดียวกันนั้นเอง มีชาวบ้านใช้รถแทรกเตอร์ไถโค่นป่าชั้นในเป็นบริเวณกว้าง ไม้ใหญ่ ต้นพ้อ ต้นชิง และหวาย ล้มตายระเนระนาด นกแต้วแล้วท้องดำราว 6 คู่ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นหนีตายกันสุดชีวิต ไม่มีใครรู้ชะตากรรมของนกกลุ่มนี้ในเวลาต่อมา เรารู้แต่เพียงว่าบ้านของพวกมันได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว

สิบปีหลังความพยายามที่จะอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำ กลับไม่ได้ช่วยให้นกชนิดนี้รอดพ้นจากภัยคุกคามรอบทางแต่อย่างใด พื้นที่อาศัยของนกถูกทำลายและเปลี่ยนเป็นสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน และไร่กาแฟ อย่างต่อเนื่องทุกปี และนกแต้วแล้วท้องดำยังถูกจับส่งไปขายในตลาดค้าสัตว์ป่าเป็นระยะ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้นิยมเลี้ยงนกหายากและสวนสัตว์ มีรายงานว่าพบนกแต้วแล้วท้องดำตัวผู้สองตัวในกรงที่สวนสัตว์เขาเขียวเมื่อปี 2539 และในปีเดียวกันนั้นเอง สวนสัตว์ดุสิตก็จัดพิมพ์ปฏิทินซึ่งมีรูปนกแต้วแล้วท้องดำ 3 ตัวอยู่ในกรง สถานภาพใกล้สูญพันธุ์ของนกแต้วแล้วท้องดำไม่มีทีท่าว่าจะกระเตื้องขึ้น ในขณะที่ป่าเขานอจู้จี้ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกบุกรุกทำลายเหมือนเช่นที่เป็นมา และในที่สุดโครงการพื้นฟูและอนุรักษ์ป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ก็ปิดตัวลงไปในปี 2542

........................................

บทเรียนจากความพยายามอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำในช่วงนั้น สะท้อนภาพรวมที่ชัดเจนหลายอย่างเกี่ยวกับการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ผ่านมา เริ่มจากจัดตั้งเขตอนุรักษ์ที่ไม่ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ ป่าที่ราบต่ำบริเวณเขานอจู้จี้เป็นตัวแทนของระบบนิเวศที่หาไม่ได้อีกแล้วในที่อื่นใด นอกจากนกแต้วแล้วท้องดำแล้วป่าเล็กๆ แห่งนี้ ยังเป็นบ้านของนกป่าที่ราบต่ำหลายชนิดที่แทบจะไม่พบในที่อื่นใดอีกแล้ว อาทินกโพระดกหลากสี (Red-crowned Barbet) นกเงือกดำ (Black Hornbill) นกจู๋เต้นตีนใหญ่ (Large Wren Babbler) และนกส่วนใหญ่ที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์นั้นคือกลุ่มนกที่อาศัยอยู่เฉพาะในป่าที่ราบต่ำ นกเหล่านี้เป็นตัวแทนของระบบนิเวศป่าที่ราบต่ำ อันหมายถึงสัตว์กลุ่มอื่นๆ พันธุ์พืช สมุนไพร เห็ดรา และทรัพยากรชีวภาพอีกมากมาย ควรมีการทบทวนและตรวจสอบแนวเขตของพื้นที่อนุรักษ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้การคุ้มครองระบบนิเวศหายากเหล่านี้ หากไม่ต้องการสูญเสียทรัพยากรอันมีค่าไป

อีกประเด็นที่ใหญ่ขึ้นมาคือ ปัญหาโครงสร้างของระบบราชการ และความซ้ำซ้อนของกฎหมาย กรณีตัวอย่างจากเขานอจู้จี้ดูเหมือนจะเป็นตัวอย่างที่คลาสสิกที่สุดตัวอย่างหนึ่งของการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนฯ เพราะในพื้นที่ป่าเล็กๆ บริเวณนั้นมีหน่วยงานราชการของกรมป่าไม้ดูแลอยู่ถึง 4-5 หน่วย แต่ปรากฏว่าแต่ละหน่วยล้วนขาดแคลนทั้งกำลังคนและงบประมาณในการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับแนวเขตที่ค่อนข้างสับสน ยังทำให้ขาดความชัดเจนว่าหน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่ใด

นอกจากนี้ยังมีสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของราชการ และสหกรณ์นิคม ที่ส่งเสริมพื้นที่นิคมสร้างตนเอง โดยหลักการแล้ว ส.ป.ก. และสหกรณ์นิคม มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับเกษตรกรผู้ยากไร้ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมในการครอบครองที่ดิน แต่บ่อยครั้งที่ช่องว่างของกฏหมายและความไม่โปร่งใสของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ทำให้เกิดปัญหาลูกโซ่ในการทำลายป่า ดังปรากฏเป็นข่าวอยู่เสมอ เพราะในความเป็นจริงไม่เฉพาะพื้นที่เสื่อมโทรมเท่านั้นที่ถูกนำมาออกเอกสารสิทธิ หากแต่มีความพยายามออกเอกสารสิทธิในพื้นที่ป่าไม้ โดยเฉพาะเขตป่าสงวนฯ อยู่ตลอดเวลา เนื่องจาก ส.ป.ก. มีอำนาจตามพ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ในการออกเอกสารสิทธิในที่ป่าสงวน หรือให้เช่าที่ดินดังกล่าวได้โดยไม่ต้องเพิกถอนพื้นที่จากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติ การดำเนินการที่ซ้ำซ้อนเหล่านี้สร้างความสับสนแก่เจ้าพนักงาน ทั้งยังยากแก่การตรวจสอบ


กระบวนการถือครองป่าสงวนฯ นั้นในสมัยก่อนเกิดขึ้นได้ง่ายๆ โดยผู้มาก่อนอาจจับจองปากเปล่าเอาไว้และให้เป็นที่รับรู้กันในท้องถิ่น น่าทึ่งตรงที่ว่าผู้จับจองที่ป่าแบบไร้เอกสารสิทธิใดๆ ลักษณะนี้ สามารถขายและโอนย้ายกรรมสิทธิให้กับผู้ต้องการซื้อได้ด้วย ป่าบางบริเวณที่เห็นเขียวๆ ที่เขานอจู้จี้ จึงอาจมีเจ้าของจับจองแล้ว เผลอๆ อาจเปลี่ยนเจ้าของมาหลายครั้ง หรือถ้าต้องการจะได้ที่ดินแบบสำเร็จรูปพร้อมทำกิน ก็อาจมีนายหน้าบริการทำให้ป่าเสื่อมโทรมให้พร้อมสรรพ แต่นั่นต้องแลกมาด้วยราคาที่สูงขึ้น บริการอย่างนี้ส่วนใหญ่เป็นแบบ ตัดฟัน ไถโค่น และเผา พอโทรมเข้าก็เอาพืชเกษตรไปลงแทรกไว้ รออีกไม่กี่ปีก็เตรียมทำเรื่องขอเอกสารสิทธิได้ เพราะสามารถอ้างได้ว่าครอบครองที่ดินผืนนั้นมาก่อนการประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์ โดยมีหลักฐานคือพืชอาสินที่เติบโตงอกงาม... นับเป็นกระบวนการที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพมาก และเป็นเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มีเงินหมุนเวียนมหาศาล คนซื้อได้ที่ คนขายได้เงิน เชื่อกันว่าทุกฝ่ายมีความสุขเพราะแทบไม่มีผู้เสียผลประโยชน์ เว้นเสียแต่ว่ามันเป็นการกระทำผิดกฎหมายที่ทำลายล้างป่าไม้และสัตว์ป่าของส่วนรวม

การทำให้เรื่องผิดกฎหมายเป็นเรื่องถูกกฎหมายได้ นั้นย่อมต้องมีการจ่ายสินบน หรือค่าจ้างรางวัลให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ชาวบ้านธรรมดาๆ ทำไม่ได้ ต้องเป็นบรรดาผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เพราะรู้ดีว่าจะต้องหลบเลี่ยงเจ้าหน้าที่ตงฉินอย่างไร แล้วอาศัยเส้นสายภายในที่รู้จักกัน เรื่องราวก็จะราบรื่นโดยง่าย บางครั้งคนดีๆ ที่อยู่ในระบบจึงต้องอยู่อย่างเจ็บปวด ถ้าไม่กินตามน้ำก็ต้องเอาหูไปนาเอาตาไปไร่แล้วกัดก้อนเกลือกิน หากเปรียบเทียบให้ทันสมัยก็ไม่ต่างอะไรกับที่มาของส่วย หรือการคอรัปชั่นที่แฝงตัว แต่ฝังลึกอยู่ในระบบข้าราชการไทย

หากมองในภาพกว้างขึ้นมาอีกชั้น นับได้ว่าความล้มเหลวของการอนุรักษ์ป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ที่ผ่านมา เป็นผลพวงหนึ่งของแนวทางการพัฒนาประเทศที่ไม่ยั่งยืนของรัฐไทย ระหว่างปี 2516-2527 มีผู้คนอพยพเข้ามาบุกป่าฝ่าดงทำการเกษตรในบริเวณนั้นเพียง 20 กว่าครอบครัว แต่พอเข้ายุคที่กาแฟราคาดีช่วงปี 2527-29 มีการย้ายครอบครัวเข้ามาใหม่เพิ่มอีกถึง 23 ครอบครัวภายในเวลาเพียง 2 ปี ครั้นถึงยุคที่ปาล์มน้ำมันได้รับการส่งเสริม ปรากฏว่ามีจำนวนครอบครัวเข้ามาตั้งบ้านเรือนใหม่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์เขาประ-บางคราม ถึง 50 ครอบครัว ระหว่างปี 2538-39 และจากการสำรวจอย่างไม่เป็นทางการเมื่อปี 2545 พบว่า มีจำนวนครัวเรือนในหมู่ 2 และหมู่ 7 อำเภอคลองท่อม ซึ่งเคยเป็นป่าที่ราบต่ำที่อุดมสมบูรณ์ รวมกันมากกว่า 230 ครัวเรือน หรือเกือบพันคนแล้ว และในจำนวนนี้มีคนพื้นถิ่นจริงๆ อยู่ราวร้อยละ 30 เท่านั้น

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นผลโดยตรงจากนโยบายส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวของรัฐบาล นโยบายดังกล่าวทำให้วิถีชีวิตของเกษตรกรเปลี่ยนรูปแบบจากการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย และไม่มีหนี้สิน มาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการผลิตที่มีกลไกของตลาดเป็นเครื่องกำหนด เมื่อพืชเศรษฐกิจตัวไหนราคาดี รัฐก็จะส่งเสริมให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด จึงมีการขยายพื้นที่การเพาะปลูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้คุ้มค่ากับการลงทุน พื้นที่ป่าจำนวนมากในประเทศนี้จึงถูกแปรสภาพให้กลายเป็นสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน ไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง อย่างไร้การควบคุม

ครั้นเมื่อที่ดินในชุมชนเดิมไม่เพียงพอ หรือราคาแพงขึ้น จึงเริ่มมีการอพยพเพื่อหาที่ทำกินแหล่งใหม่ ในสมัยก่อนอาจไปบุกป่าที่ไหนก็ได้ แต่ปัจจุบันป่าไม้ส่วนใหญ่ได้รับการคุ้มครองหมดแล้ว ที่ดินที่ชาวบ้านยังมีโอกาสจับจองหรือซื้อขายได้ในราคาถูกที่สุดที่เหลืออยู่ก็คือป่าสงวนแห่งชาติ ประชาชนหลายครอบครัวที่ย้ายเข้ามาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือสุราษฎร์ธานี ยอมรับว่า ที่ดินบริเวณบริเวณเขานอจู้นี้ราคาถูกกว่าที่อยู่เดิมมาก ขายที่ดินเก่าเพียง 3-5 ไร่ ก็มาซื้อที่ ที่นี่ได้ถึง 20-30 ไร่ ส่วนใหญ่ถูกนายหน้าหลอกว่าเป็นที่ถูกกฎหมาย ปัญหาป่าไม้-ที่ดินในเมืองไทยจึงไม่ใช่ผลของการที่จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างเดียว แต่เป็นเพราะนโยบายการเกษตร และการจัดสรรที่ดินที่ผิดพลาด นอกจากนี้การจับจองที่ดินสาธารณะได้อย่างผิดกฎหมายยังทำให้เกิดวงจรของผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นและการคอร์รับชั่น เพราะผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นส่วนใหญ่เกิดขึ้นมาจากการครอบครองที่ดินเป็นจำนวนมาก หรืออาจมาซื้อต่อที่ดินจำนวนมากในภายหลัง แผ่นดินส่วนใหญ่ของประเทศนี้จึงตกอยู่ในกรรมสิทธิของคนเพียงกลุ่มน้อย

ในแง่นี้นโยบายส่งเสริมปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างขาดการวางแผน จึงไม่ได้ทำลายแต่เพียงความหลากหลายทางชีวภาพที่อุดมสมบูรณ์ของผืนป่าเท่านั้น หากยังทำลายวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนดั้งเดิม โดยเฉพาะกรณีของป่าเขานอจู้จี้ ครอบครัวที่อพยพเข้ามาใหม่โดยการซื้อที่ดินผิดกฎหมาย มีความสัมพันธ์กับชุมชนเก่าน้อยมาก หนึ่งอาจเพราะไม่แน่ใจในสถานภาพของตัวเองว่าทำผิดกฎหมายหรือไม่ สองเพราะวิถีการเกษตรแผนใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพากันมากนัก ทุกวันนี้ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ได้มากที่สุดเพื่อส่งขายให้ตลาด ความเกี่ยวโยงของคนในสังคมจึงเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์ในเชิงธุรกิจและผลประโยชน์ แม้จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น แต่สภาพสังคมเช่นนี้ย่อมไม่ส่งเสริมให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูล หรือทำให้คนในชุมชนรู้สึกรักและภูมิใจในถิ่นฐานตัวเอง

ไกด์นำเที่ยวท้องถิ่นคนหนึ่งเล่าถึงเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นว่า “...ปีสองปีก่อนยังมีชาวบ้านในหมู่ 2 จับนกแต้วแล้วท้องดำได้อยู่เลย เห็นว่าเจอเข้าโดยบังเอิญตอนกลางคืน แล้วเขาทำยังไงรู้ไหม เขาจับมาใส่ไว้ในตุ่มรวมกับนกแต้วแล้วอีกตัวหนึ่ง รู้สึกจะเป็นแต้วแล้วธรรมดา ตัวไล่ๆ กัน จับมาได้พร้อมๆกันนั่นแหละ ตุ่มมันเล็ก กระโดดชนกันไปชนกันมา ตอนหลังเลยตีกัน อีกตัวมันดุกว่า ปรากฏว่าแต้วแล้วท้องดำโดนไล่จิก จนตายอยู่ในตุ่มนั่นแหละ”

โศกนาฏกรรมเช่นนี้คงไม่ต้องเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าเพียงคนในท้องถิ่นรักและหวงแหนธรรมชาติ ถ้าเพียงระบบราชการไทยมีประสิทธิภาพ และนโยบายของชาติดำเนินมาถูกทาง การแก้ไขปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นภาระหนักหนาที่ไม่อาจแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น... หรือว่าจะไม่มีวันพรุ่งนี้สำหรับนกแต้วแล้วท้องดำ

ความหวังที่ขอบฟ้า


ถ้าอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วคุณท้อใจ เตรียมโบกมือลาให้นกแต้วแล้วท้องดำ ลองหลับตาแล้วลืมปัญหาอันยุ่งเหยิงของการอนุรักษ์ป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ไว้ชั่วคราว มองไปไกลๆ มองไปที่ขอบฟ้าถึงเกาะเซเชลส์ ในอาฟริกา ที่นั่นมีนกอีกชนิดหนึ่งที่มีชะตากรรมคล้ายคลึงกับนกแต้วแล้วท้องดำ... นกกางเขนแห่งเกาะเซเชลส์ (Seychelles Magpie Robin)

เซเชลส์เป็นหมู่เกาะขนาดเล็กในทวีปอาฟริกา ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดียระนาบเดียวกับเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย นกกางเขนเซเชลส์เป็นนกเฉพาะถิ่นที่อาศัยอยู่บนเกาะต่างๆ ของเซเชลส์ รวม 8 เกาะ และไม่พบในที่อื่นใดอีก นกกางเขนชนิดนี้ถูกพบครั้งแรกตั้งแต่ปี 2408 โดยทั่วไปชอบอาศัยอยู่ในป่าทึบที่ราบต่ำตามแนวชายฝั่ง นกกางเขนชนิดนี้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วจากสามสาเหตุหลักคือ การทำลายถิ่นที่อยู่อาศัย การมาถึงของสัตว์ผู้ล่าต่างถิ่น และการดักจับนกมาขาย

ตั้งแต่ปี 2453 ป่าที่ราบต่ำผืนใหญ่ในหมู่เกาะเซเชลส์หลายแห่งถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงเพื่อการเกษตร นอกจากนี้สัตว์ที่ติดตามมากับมนุษย์โดยเฉพาะแมวและหนูก็ได้กลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของนกกางเขนชนิดนี้ พอนกกางเขนเซเชลส์เริ่มหายากขึ้น ราคาในตลาดก็แพงตาม จึงเป็นแรงจูงใจให้มีการดักนกมาขายอย่างต่อเนื่อง หลังจากปี 2505 ที่มีรายงานการพบนกครั้งสุดท้ายบนเกาะอัลฟองเซ่ (Alphonse) นกกางเขนเซเชลส์จึงสูญพันธุ์ไปหมดจากเกาะต่างๆ จนเหลือประชากรนกบนเกาะฟริเกต (Fre’gate) เพียงแห่งเดียว และตกอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะการสำรวจเมื่อปี 2508 พบว่ามีนกเหลืออยู่ทั้งหมดเพียง 8-12 ตัวเท่านั้น

เกาะฟริเกตในเวลานั้นเหลือป่าเป็นหย่อมเล็กๆ อยู่ไม่ถึง 10 เปอร์เซนต์ ทางตอนใต้และเหนือสุดของเกาะ นอกจากนี้แมวและหนูที่ถูกนำเข้ามาโดยมนุษย์ยังล่าแม่นกและลูกนกกางเขนเซเชลส์เป็นจำนวนมาก จนกระทั่ง Birdlife International นำโครงการควบคุมสัตว์ต่างถิ่นเข้ามาใช้ในปี 2525 จำนวนของนกจึงกลับมาอยู่ที่ประมาณ 25 ตัว ต่อมาในปี 2531 Birdlife International เริ่มเก็บข้อมูลทางด้านนิเวศวิทยาของนกกางเขนชนิดนี้โดยละเอียด เพื่อทำการวางแผนฟื้นฟูสถานภาพอย่างเป็นระบบ การดำเนินงานของโครงการฯ ได้รับความร่วมมือจากประชาชน และรัฐบาลของประเทศเซล์เชลส์เป็นอย่างดี มีการนำมาตรการหลายอย่างมาใช้ เช่น การปรับปรุงและฟื้นฟูสภาพถิ่นที่อยู่ของนก การให้อาหารเสริม และจัดทำรังเทียมให้นก รวมไปถึงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเคลื่อนย้ายนกไปปล่อยบนเกาะแห่งอื่นๆ ที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

สตีฟ พารร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างประเทศ ของสมาคมอนุรักษ์นกแห่งอังกฤษ หรือ RSPB* (เชิงอรรถที่ 3: Royal Society for the Protection of Birds หรือ RSPB เป็นองค์กรการกุศลของอังกฤษที่ทำงานเพื่อการอนุรักษ์นกในธรรมชาติ โดยการศึกษา วิจัย ทำการรณรงค์ และจัดการพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ รวมไปถึงการให้การศึกษาและคำแนะนำเกี่ยวกับการอนุรักษ์นกทั้งในอังกฤษและในต่างประเทศ RSPB มีสมาชิกมากกว่า 1 ล้านคน ในประเทศอังกฤษและยุโรป RSPB เป็นตัวแทนของ Birdlife International ในประเทศอังกฤษ) ผู้ประสานงานโครงการนี้ เล่าบรรยากาศการทำงานให้ฟังว่า “การทำงานประสบความสำเร็จดีมาก จำนวนนกเพิ่มสูงขึ้นจนถึง 50 ตัว ในช่วงปี 2538-39 แต่เรารู้ว่านกเพิ่มจำนวนขึ้นขนาดนั้นเนื่องจากมนุษย์เข้าไปช่วยให้อาหาร และเสริมรังให้ เพราะข้อมูลจากการสำรวจบ่งชี้ว่ามีอาณาเขตที่นกใช้หากินได้อยู่ราว 9-14 แห่งเท่านั้น หมายความว่าตามความเป็นจริงพื้นที่สามารถรองรับนกได้ไม่เกิน 14 คู่ ยกเว้นจะมีการฟื้นฟูระบบนิเวศให้กลับคืนมา ในระหว่างที่มีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมซึ่งต้องใช้เวลานาน เราจึงริเริ่มโครงการเคลื่อนย้ายนกบางส่วนไปยังเกาะอื่นๆ ที่ยังมีสภาพธรรมชาติที่เหมาะสม ปรากฎว่าแนวทางนี้ได้ผล ปัจจุบันมีนกกางเขนเซล์เชลส์เพิ่มขึ้นกือบ 115 ตัว ประมาณ 50 ตัวอยู่บนเกาะฟริเก็ต ที่เหลือกระจายอยู่ในพื้นที่ 3 เกาะที่เรานำไปคืนสู่ธรรมชาติ”


ความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากนานาชาติ ทำให้การอนุรักษ์นกกางเขนเซเชลส์เป็นที่สนใจของคนทั่วไป คนท้องถิ่นก็เริ่มเห็นความสำคัญของนกชนิดนี้ มีการจัดตั้งองค์กรอนุรักษ์นกแห่งชาติ (Birdlife Seychelles) และกลุ่มอนุรักษ์สัตว์ป่าขึ้นหลายแห่ง.. มีการคำนวณว่านกกางเขนเซเชลส์ช่วยทำให้เศรษฐกิจในท้องถิ่นดีขึ้น เพราะทำให้มีการพัฒนาเกิดขึ้นหลายอย่าง และเป็นตัวดึงดูดสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์... หัวใจของการทำงานที่นี่คือการทำงานแบบมีส่วนร่วม โดยอาศัยข้อมูลด้านนิเวศวิทยาที่ครบถ้วนมาใช้สร้างแผนฟื้นฟูฯ ที่ทุกฝ่ายยอมรับ ล่าสุดรัฐบาลเซเชลส์และองค์กรอนุรักษ์ภายในประเทศ เป็นผู้ดำเนินงานอนุรักษ์ส่วนใหญ่เอง ตามแผนปฏิบัติงานสำหรับปี 2544-2549 โดยมี RSPB คอยให้คำปรึกษาด้านเทคนิค”

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะยืนยันได้ว่าความหวังในการอนุรักษ์ไม่เคยสิ้นสูญ คือเรื่องของนกเขนน้อยสีดำเกาะแชตทัม (Chatham Black Robin) นกเขนน้อยชนิดนี้เป็นนกประจำถิ่นที่พบเฉพาะบนเกาะแชตทัม เกาะเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิก ของประเทศนิวซีแลนด์ ประชากรของนกเขนน้อยเกาะแชตทัมเริ่มถูกคุกคามและลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วภายหลังการมาถึงของมนุษย์ รัฐบาลนิวซีแลนด์จึงเริ่มพยายามอนุรักษ์นกชนิดนี้ ในปี 2519 ซึ่งเหลือนกอยู่เพียงไม่กี่สิบตัว ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องพยายามทำทุกวิถีทางทั้งศึกษาหาข้อมูล วางมาตรการปกป้องที่อยู่ของนก รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการอพยพนกชนิดนี้ไปสู่พื้นที่อื่นที่มีความปลอดภัยและเหมาะสมมากกว่า แต่ดูเหมือนว่ามาตรการต่างๆ จะไม่ประสบความสำเร็จได้โดยง่าย เพราะพอถึงปี 2522 มีนกเขนน้อยชนิดนี้เหลืออยู่เพียง 5 ตัวเท่านั้น และในจำนวนนี้มีตัวเมียแก่ๆ อยู่เพียงตัวเดียวชื่อว่า “โอลด์บลู” ทุกคนเชื่อว่ารออีกไม่กี่ปี เรื่องราวทุกอย่างคงจบลงเมื่อโอลด์บลูตาย และนกชนิดนี้คงถูกขึ้นบัญชีว่าสูญพันธุ์อย่างแน่นอน... แต่แล้วปาฎิหาริย์ก็เกิดขึ้นด้วยความมานะพยายามของเจ้าหน้าที่อนุรักษ์สัตว์ป่า

โอลด์บลูในเวลานั้นมีอายุ 9 ปีซึ่งถือว่าผ่านเลยวัยสาวที่เหมาะแก่การเป็นแม่พันธุ์ไปนานแล้ว แต่ด้วยความเอาใจใส่อย่างดีของนักวิจัย โอลด์บลูจึงผสมพันธุ์วางไข่ได้เป็นผลสำเร็จ และเพื่อเป็นการช่วยให้โอลด์บลูผลิตทายาทให้ได้มากที่สุดในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ เจ้าหน้าที่จึงทดลองเอาไข่ของโอลด์บลูไปให้นกทอมติ๊ด (Tomtit) นกเขนน้อยอีกชนิดหนึ่งช่วยฟักแทน ปรากฏว่านกทอมติ๊ดยอมร่วมมือฟักไข่ให้ด้วยดี ปล่อยให้แม่โอลด์บลูตั้งหน้าตั้งตาผสมพันธุ์วางไข่ต่อไปเรื่อยๆ โอลด์บลูตาย ลงเมื่ออายุ 13 หลังจากมีลูกมาทั้งหมด 11 ตัว โอลด์บลูได้กอบกู้เผ่าพันธุ์ของมันเอาไว้ด้วยความช่วยเหลือของมนุษย์ การจากไปของเธอได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการในรัฐสภาของนิวซีแลนด์

ห้าปีต่อมาประชากรของนกเขนน้อยสีดำเกาะแชตทัมเริ่มขยับขึ้นมาเป็น 19 ตัว และเพิ่มเป็นสองเท่าในปีถัดมา นกทอมติ๊ดยังคงรับบทเป็นแม่เลี้ยงช่วยฟักไข่ให้อย่างมีประสิทธิภาพ จนกระทั่งนกชนิดนี้รอดพ้นวิกฤติมาได้ และมีประชากรอยู่ราว 300 ตัวในปัจจุบัน ชาวเกาะแชททัมซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวประมงและชาวไร่ชาวนาต่างภูมิใจกับนกตัวเล็กๆ ชนิดนี้ถึงขนาดนำชื่อไปตั้งเป็นชื่อเบียร์ท้องถิ่น และใช้รูปนกเขนน้อยสีดำเกาะแชตทัมมาเป็นสัญลักษณ์นำโชคของเกาะ

น่าคิดว่าเราจะมีโอกาสทำให้เรื่องจริงชวนฝันเหล่านี้เกิดขึ้นกับกรณีของนกแต้วแล้วท้องดำได้หรือไม่ โอกาสที่อาจต้องแลกมาด้วยเงินงบประมาณ และความรู้ความเชี่ยวชาญในการช่วยเหลือสัตว์ใกล้สูญพันธุ์... ใครจะรู้ว่าโอกาสนั้นได้เดินทางมาถึงแล้ว มาพร้อมกับความพยายามครั้งใหม่

การกลับมาของนักรบสายรุ้ง

กรกฎาคม 2543


อาคารที่ตั้งเก่าของโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ถูกทิ้งร้าง โครงการพื้นฟูฯ ปิดตัวลงไปได้หนึ่งปีพอดี ถัดไปไม่ไกลนักคือที่ทำการของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางครามอันเงียบเหงา บรรยากาศโดยทั่วไปของเขานอจู้จี้ยามนี้เปล่าเปลี่ยวอย่างผิดปกติ... ความจริงเดือนกรกฎาคมเป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่นกแต้วแล้วท้องดำกำลังวุ่นวายที่สุด เพราะเป็นช่วงของการเลี้ยงดูลูกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลก นกตัวพ่อและแม่ต่างผลัดกันออกไปหาไส้เดือน และแมลงอื่นๆ มาป้อนลูกในรังอย่างไม่รู้เหนื่อย ในเวลาเดียวกันนั้น ณ อีกซีกโลกหนึ่งที่ประเทศอังกฤษ มีผู้มาร่วมลงชื่อและบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำกว่า 3,000 คนในงานเทศกาลดูนกประจำปี (British Bird Watching Fair) ภายใต้สโลแกน Extinction is not an option! หรือว่า “การสูญพันธุ์ไม่ใช่ทางเลือก”

การสำรวจนกแต้วแล้วท้องดำอย่างไม่เป็นทางการในระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน พบรังนกแต้วแล้วท้องดำทั้งสิ้นเพียง 13 รัง ซึ่งลดจำนวนลงจากครั้งที่มีการค้นพบครั้งแรกอย่างมาก การดำเนินการอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำในช่วงปี 2543-44 เป็นการดำเนินงานโดยหน่วยงานของกรมป่าไม้เองเป็นหลัก โดยเฉพาะหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักในเวลานั้นได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ และสำนักงานป่าไม้จังหวัดกระบี่ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าป่าเขานอจู้จี้นั้นเป็นผืนป่าที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงห่วงใยเป็นพิเศษ ถึงกับรับสั่งให้ ฯพณฯ องคมนตรี ดร.อำพล เสนาณรงค์ ติดตามความคืบหน้าในการอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำอย่างใกล้ชิด ในฤดูแล้งปี 2543-44 ได้มีการสนธิกำลังระหว่างหน่วยงานป่าไม้หน่วยต่างๆ รวมทั้งตำรวจตระเวนชายแดนเพื่อช่วยในการลาดตระเวนป้องกันการบุกรุกทำลายป่า ตำรวจตระเวนชายแดนบางส่วนได้เข้าไปประจำอยู่ในพื้นที่ป่าเขานอจู้จี้ทางด้านอ่าวตง ในเขตจังหวัดตรัง ซึ่งมีประชากรนกแต้วแล้วท้องดำอยู่ประมาณ 2-3 คู่ การปฏิบัติงานปราบปรามการลักลอบตัดไม้อย่างจริงจังของตำรวจตระเวนชายแดนช่วยให้สถานการณ์ในพื้นที่ด้านจังหวัดตรังดีขึ้นมาก หลังจากนั้นไม่นานความพยายามในการอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำโดยภาคเอกชนก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

พฤษภาคม 2545 สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) และ OBC สององค์กรอนุรักษ์นานาชาติ ซึ่งสนใจให้การสนับสนุนการอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำ ได้ร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประ-บางคราม และ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน จัดให้มีการ อบรมเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานป่าไม้ทั้งหมดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ขึ้น นอกเหนือไปจากเป็นการให้ความรู้และเทคนิคด้านการป้องกันรักษาป่าแล้ว ยังเป็นเวทีให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการอนุรักษ์อย่างกว้างขวาง การอบรมครั้งนั้นมีท่านสมาน กลิ่นเกสร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมกับยืนยันว่าจังหวัดกระบี่พร้อมให้ความช่วยเหลือในการอนุรักษ์ป่าผืนนี้ทุกด้าน ภายหลังการอบรมไม่กี่เดือน ตำรวจตระเวนชายแดนก็ได้เข้าไปตั้งหน่วยชั่วคราวในพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประสานงานการป้องกันรักษาป่า และด้วยการผลักดันของคุณสมปราชญ์ ผลชู หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่า คลองท่อม และคุณสมชาย เปรมพาณิชย์กุล หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาประฯ ทำให้เกิดโครงการสนธิกำลังเพื่อปฏิบัติงานป้องกันรักษาป่าอย่างจริงจัง โดยมี OBC และ สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าเป็นผู้ช่วยประสานงานและสนับสนุนงบประมาณ ความกระตือรือร้นและจริงจังของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทำให้มีความหวังว่าสถานการณ์กำลังจะเปลี่ยนไป

อีกด้านหนึ่ง RSPB ได้ประสานงานกับสมาคมอนุรักษ์นกและประเทศไทยถึงความเป็นไปได้ในการสนับสนุนงานอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำเต็มรูปแบบอีกครั้ง ในเดือนมิถุนายน 2544 เจ้าหน้าที่จาก RSPB 2 คน พร้อมด้วย อุทัย ตรีสุคนธ์ กรรมการสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ได้ลงพื้นที่ที่เขานอจู้จี้ และพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนในท้องถิ่น หน่วยงานป่าไม้ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ไปจนถึงผู้บริหารระดับสูงในกรมป่าไม้ รวมทั้งเข้าพบ ฯพณฯ องคมนตรี เพื่อหาแนวทางในการจัดทำโครงการอนุรักษ์ครั้งใหม่ ผลจากการประสานงานอย่างต่อเนื่องภายหลังการลงพื้นที่ครั้งนั้น ทำให้เกิดการลงนามร่วมกันอย่างเป็นทางการ ในบันทึกความเข้าใจระหว่าง RSPB สมาคมอนุรักษ์นกฯ และกรมป่าไม้ ซึ่งเป็นตัวแทนรัฐบาลไทย (*ต่อมาได้เปลี่ยนโครงสร้างเป็นกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตั้งแต่ พฤศจิกายน 2545) ในเดือนกรกฎาคม ปี 2545

เป้าหมายแรกของบันทึกความเข้าใจดังกล่าวคือการจัดประชุมเพื่อจัดทำแผนฟื้นฟูสถานภาพนกแต้วแล้วท้องดำ สตีฟ พารร์ และ ดร.พอล โดนัลด์ สองเจ้าหน้าที่ประสานงานจาก RSPB เน้นถึงความสำคัญของการจัดทำแผนฟื้นฟูฯ โดยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายว่า “เราหวังว่าแผนฟื้นฟูฯ ที่ได้ออกมาจะเป็นเหมือนกับลายแทงที่ทำให้รู้ว่าเราจะไปถึงเป้าหมายได้อย่างไร และตัวแผนฯ อันนี้จะช่วยกำหนดแผนการปฏิบัติงาน (Action Plan) ในแต่ละปี ซึ่งแผนดังกล่าวจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับทุกฝ่าย ลำพัง RSPB ย่อมไม่มีกำลังพอที่จะดำเนินการทุกอย่างได้ อีกนัยหนึ่งแผนนี้จะเป็นตัวช่วยบอกว่า น่าจะมีใครอีกบ้างที่ควรดึงเข้ามาร่วมอยู่ในโครงการ... ในระยะแรกนี้เราตั้งกรอบเวลาการทำงานไว้ 5 ปี” สตีฟ พารร์ หวังอยู่ลึกๆ ว่ากระบวนการทำงานที่เคยช่วยกู้ชีพนกกางเขนเซย์เชลส์สำเร็จมาแล้ว จะช่วยทำให้การอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำประสบผลสำเร็จเช่นกัน

การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนฟื้นฟูสถานภาพนกแต้วแล้วท้องดำซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 26-29 พฤศจิกายน 2545 เป็นการรวบรวมเอานักวิชาการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำทุกฝ่ายมารวมกันมากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุม คณะทำงานและสื่อมวลชนทั้งสิ้นราว 48 ท่าน ทั้งนักวิชาการไทยและต่างประเทศ หน่วยงานอนุรักษ์ของกรมอุทยานฯ ทั้งในส่วนกลางและระดับพื้นที่ องค์กรอนุรักษ์ทั้งระดับชาติและนานาชาติ ทั้งตัวแทนชาวบ้านและนักการเมืองท้องถิ่น ทั้งทหารระดับรองแม่ทัพภาค 4 ไปจนถึงผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ผลการประชุมร่วมกัน 4 วัน ถูกนำมาประมวลและจัดทำเป็นกรอบแผนงานของโครงการฟื้นฟูสถานภาพนกแต้วแล้วท้องดำระยะ 5 ปี และจัดให้มีเวทีประชาพิจารณ์ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่กว่าหนึ่งร้อยคนอีกครั้งหนึ่งในเดือนมกราคม 2546

อาจารย์ทวีเกียรติ ประเสริฐเจริญสุข ประธานสถาบันพัฒนาภูมิปัญญาตะวันออก ผู้ดำเนินรายการประชุม เล่าให้ฟังถึงบทสรุปว่า “แม้เป้าหมายหลักของโครงการนี้จะอยู่ที่การเพิ่มจำนวนนกแต้วแล้วท้องดำให้พ้นจากการสูญพันธุ์ แต่การทำงานก็ต้องทำควบคู่ไปกับการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับชุมชนท้องถิ่นด้วย รัฐต้องจัดการปัญหาเรื่องที่ดินทำกินของราษฎรให้เรียบร้อย หมายความว่าต้องให้นกอยู่ได้ ในขณะเดียวกันคนก็อยู่ได้และมีความสุข”

ความเห็นของอดีตผู้ใหญ่บ้านบางเตียว เจริญ มีแก้ว ซึ่งแสดงไว้ในที่ประชุม เป็นการให้ความหวังกับความพยายามครั้งใหม่นี้ “ผมเคยเจอนกแต้วแล้วท้องดำ นานแล้วล่ะ นั่งคิดในใจว่าถ้ามันพูดได้เหมือนคนมันคงว่า ‘สวัสดีครับคุณลุง ขออยู่ด้วยคนนะ’ น่าสงสาร เป็นนกหายากมีคุณค่าแต่ไม่มีบ้านจะอยู่ มันนำเงินเข้าประเทศเยอะแยะ ทำให้เขานอจู้จี้โด่งดังไปทั่ว ขอวิงวอนให้พรรคพวกมีจิตเมตตา กรุณา อุเบกขา ช่วยกันอนุรักษ์เอาไว้ นกมันไม่ได้เบียดเบียนเรา คนกับนกอยู่ร่วมกันได้ ถ้านกอยู่ไม่ได้ ก็หมายความว่าไม่มีป่า.. เดี๋ยวนี้บางปีฝนแล้ง น้ำขาด อากาศวิปริตไปหมด แล้วคนเราจะอยู่ได้อย่างไร”

วันพรุ่งนี้ของนกแต้วแล้วท้องดำ

ปลายมกราคม 2546


สื่อมวลชนยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่งรายงานว่า “...เจ้าหน้าที่ป่าไม้นำโดยนายสมปราชญ์ ผลชู หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่า กบ. 2 (คลองท่อม) และตำรวจตระเวนชายแดน กองร้อย 426 จังหวัดกระบี่ นำกำลังเข้าจับกุมขณะผู้ต้องหาขณะใช้รถแทรกเตอร์ไถปรับพื้นที่ในบริเวณป่าสงวนแห่งชาติเขาประ-บางคราม ผู้ต้องหาคือนายถาวร อักษรคง อายุ 40 ปี ให้การสารภาพว่าทำตามคำสั่งของ “โกยุทธ” นายจ้างผู้เป็นเจ้าของรถ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสักขีพยานเกือบ 20 คน ทั้งเจ้าหน้าที่ อบต.คลองท่อมเหนือ เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกรมอุทยานฯ ฯพณฯ องคมนตรี พร้อมด้วยตัวแทนของสมาคมอนุรักษ์นกฯ RSPB กองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) และคณะสื่อมวลชน ภายหลังการจัดเวทีประชาพิจารณ์แผนฟื้นฟูฯ นกแต้วแล้วท้องดำร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ นอกจากนี้ยังได้มีการเข้าตรวจสอบการทำลายป่าขนาดใหญ่เกือบ 500 ไร่ โดยมีชาวบ้านหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าการบุกรุกพื้นที่ขนาดใหญ่แปลงนี้อาจจะมี ‘คนมีสีระดับไม่ธรรมดา’ อยู่เบื้องหลัง เพราะเป็นการบุกรุกพื้นที่ขนาดใหญ่โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย เป็นที่น่าจับตาว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถสาวไปถึงผู้มีอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังได้หรือไม่ “

เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นการยืนยันถึงความรุนแรงและเลวร้ายอันไม่จบสิ้นของการบุกรุกป่าสงวนฯ ภายในเขตอำเภอคลองท่อม แม้เจ้าหน้าที่จะปฏิบัติงานอย่างเต็มที่แต่ด้วยกำลังและงบประมาณที่จำกัด ทำให้เกิดช่องว่างในการทำลายป่าขึ้นได้อีก หนทางข้างหน้าของแผนฟื้นฟูฯ นกแต้วแล้วท้องดำดูจะเต็มไปด้วยอุปสรรค

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่มีการสนธิกำลังระหว่างหน่วยงานป่าไม้ และตำรวจตระเวนชายแดน ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นมา สถานการณ์บุกรุกทำลายป่าเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน RSPB สมาคมอนุรักษ์นกฯ ร่วมกับกรมอุทยานฯ ได้เริ่มโครงการสำรวจสถานภาพและศึกษานิเวศวิทยานกแต้วแล้วท้องดำ โดยได้เปิดรับเจ้าหน้าที่วิจัยประจำโครงการ เพื่อทำงานติดตามนกแต้วแล้วท้องดำอย่างละเอียด

ดร. พอล โดนัลด์ ที่ปรึกษาโครงการวิจัยแห่ง RSPB ผู้เชี่ยวชาญการศึกษานกหายากในหลายประเทศ กล่าวว่า “หลายคนบอกว่าเรามีข้อมูลเกี่ยวกับนกแต้วแล้วท้องดำเยอะแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาศึกษาอีก แต่ความจริงไม่ใช่ เรามีข้อมูลด้านชีววิทยาเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ยังมีคำถามอีกหลายข้อโดยเฉพาะสถานภาพและด้านนิเวศวิทยา เช่น ปัจจุบันมีนกแต้วแล้วท้องดำเหลืออยู่กี่คู่ และอยู่ที่ไหนบ้าง นกแต้วแล้วท้องดำคู่หนึ่งต้องการพื้นที่หากินเท่าไหร่ ปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่ออัตราการอยู่รอดของนกฯ เหล่านี้เป็นคำถามที่เราต้องหาคำตอบให้ได้...”

“อีกส่วนหนึ่งคือแนวคิดเรื่องการเพาะเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ ซึ่งผมคิดว่าค่อนข้างจำเป็นสำหรับการอนุรักษ์สัตว์หายากที่เหลือน้อยมากๆ อย่างไรก็ตามการเพาะเลี้ยงสัตว์ที่เรายังมีความรู้ด้านนิเวศวิทยาไม่ดีพอ จะทำให้มีโอกาสล้มเหลวค่อนข้างสูง และด้วยความที่นกแต้วแล้วท้องดำนั้นมีจำนวนเหลืออยู่น้อยมาก การนำเอานกสักคู่สองคู่ออกมาทดลองเพาะ จะมีผลกระทบต่อประชากรที่เหลือได้ง่าย ฉะนั้นต้องมั่นใจว่าเรามีข้อมูลเพียงพอเสียก่อน และควรดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญจริงๆ

“องค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่าเดอเรลล์ (Durrell Wildlife Conservation Trust) เป็นหน่วยงานที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านการเพาะขยายพันธุ์สัตว์ป่าหายาก ในส่วนนี้ RSPB ได้ประสานกับผู้เชี่ยวชาญมาช่วยศึกษาความเป็นไปได้ และถ้าเราสามารถเพิ่มจำนวนนกแต้วแล้วท้องดำได้จริง อาจมีการสำรวจพื้นที่ป่าไม้ที่มีศักยภาพรองรับนกแต้วแล้วท้องดำได้ โดยเฉพาะที่เคยมีรายงานการพบนกแต้วแล้วท้องดำในอดีต เช่นที่เขาช่อง จังหวัดตรัง หรือ น้ำตกห้วยยาง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อนำนกแต้วแล้วท้องดำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้ง แต่ตอนนี้ต้องใจเย็นๆ เพราะเราเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ระหว่างนี้คงต้องเก็บข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับนกให้ได้มากที่สุด ควบคู่ไปกับงานเร่งด่วนอื่นๆ”

เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ดร.สตีฟ อีเลียต (Dr. Steve Elliott) ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูป่าธรรมชาติ แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และดร.จอร์จ เกล (Dr. George Gale) อาจารย์ประจำคณะการจัดการทรัพยากรชีวภาพ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้ลงพื้นที่ศึกษาข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ที่เขานอจู้จี้ เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการฟื้นฟูป่าที่มีประสิทธิภาพ โดยดร. สตีฟ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องนี้ว่า “การฟื้นฟูป่าไม่ได้หมายถึงการปลูกป่าเท่านั้น เพราะป่านั้นมีความสามารถในการฟื้นตัวเองได้อยู่แล้ว สิ่งที่เราควรทำคือศึกษาสภาพพื้นที่และปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ก่อนว่าเป็นอย่างไร แล้ววิธีไหนจะมีความเหมาะสมที่สุด สำหรับเขานอจู้จี้ที่ได้ไปสำรวจคราวนี้ พบว่าแปลงที่ถูกบุกรุกหลายแปลงไม่ได้ถูกไถและเผาทำลายจนหมดเสียทีเดียว ยังเหลือตอไม้ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป อันนี้ถือเป็นข้อดีเพราะตอไม้ที่เห็นส่วนใหญ่นั้นมีระบบรากแข็งแรงไม่ตายง่ายๆ การดูแลตอไม้เช่นการกำจัดวัชพืช หรืออาจมีการให้ปุ๋ยเพิ่ม จะช่วยให้มีไม้ใหญ่กลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว และควรมีการเสริมไม้พื้นล่างและไม้บางอย่างที่ไม่มีตอเหลืออยู่เข้าไปด้วย เพื่อช่วยให้ป่าที่ฟื้นตัวกลับมามีโครงสร้างใกล้เคียงกับป่าดั้งเดิมมากที่สุด”

การที่ผืนป่าที่ราบต่ำถูกตัดขาดเป็นหย่อมๆ ไม่ต่อเนื่องกัน มีผลอย่างไรต่อนกแต้วแล้วท้องดำ ดร.จอร์จ กล่าวในเรื่องนี้ว่า “เมื่อป่ามีขนาดเล็กลงและล้อมรอบไปด้วยพื้นที่เกษตรกรรม ก็เหมือนนำสัตว์ไปปล่อยเกาะไว้นั่นเอง นกแต้วแล้วท้องดำย่อมประสบปัญหามากขึ้นในการหาอาหาร และที่ทำรังวางไข่ ความจริงมีวิธีช่วยให้นกมีโอกาสอยู่รอดได้มากขึ้น คือการทำคอร์ริดอร์ (Corridor) หรือ แนวเชื่อมต่อระหว่างหย่อมป่าที่กระจัดกระจาย การทำคอร์ริดอร์นั้นทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่น่าจะเหมาะกับพื้นที่เขานอจู้จี้ คือการปรับปรุงพื้นที่เกษตรกรรมบางส่วนของชาวบ้าน ให้มีลักษณะใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด เช่นปลูกไม้พื้นล่าง หรือลงไม้ป่าบางชนิดเสริมเป็นแนว วิธีนี้ก็เหมือนทำสะพานเชื่อมให้กับนกแต้วแล้วท้องดำได้เดินทางไปหาอาหาร หรือหาคู่ในป่าแห่งอื่นๆ บ้าง วิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหาการผสมพันธุ์กันเองในหมู่เครือญาติ (Inbreeding) ที่ทำให้เกิดยีนส์ด้อย ปัญหานี้พบมากในสัตว์ที่มีประชากรน้อยๆ อย่างนกแต้วแล้วท้องดำ”


ภายหลังการลงพื้นที่ดังกล่าว สำนักบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ที่ 19 และสำนักปลูกป่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ร่วมกันจัดทำโครงการฟื้นฟูป่าสงวนฯ ที่ถูกบุกรุก ในเนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ โดยจะดำเนินงานทั้งในส่วนของการปลูกพันธุ์ไม้ท้องถิ่น การดูแลตอไม้ และการเฝ้าระวังรักษาพื้นที่อย่างจริงจัง โดยมีกำหนดที่จะดำเนินการในเดือนสิงหาคมนี้

ในขณะที่องค์ประกอบต่างๆ ในแผนฟื้นฟูฯ ค่อยๆ ได้รับสานต่อ และขยายผลไปสู่การปฏิบัติ ก็ได้มีกลุ่มอนุรักษ์กลุ่มใหม่เกิดขึ้นภายใต้ชื่อ “กลุ่มรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำ” โดยตัวแทนของกลุ่มฯ ได้ทำหนังสือยื่นต่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้หยุดยั้งการบุกรุกทำลายป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ และอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำ กลุ่มคนในวันนั้นได้ทำให้นกแต้วแล้วท้องดำเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศอีกครั้งหนึ่ง

อวยพร ขวัญแพ ตัวแทนกลุ่มรักษ์แต้วแล้วท้องดำ เล่าให้ฟังว่า “กลุ่มรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำจริงๆ แล้วคือตัวแทนของนักดูนกจำนวนหนึ่งที่ติดต่อสื่อสารกันเป็นประจำทางอินเตอร์เน็ท พวกเรามีหลากหลายอาชีพมากตั้งแต่หมอ พยาบาล วิศวะ นักธุรกิจ หรือแม้แต่นักศึกษา พอใครมีข่าวอะไรก็จะแจ้งถึงกันให้ทราบ ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีบางคนลงไปดูนกกันที่เขานอจู้จี้ แล้วเห็นการทำลายป่าอย่างรุนแรง จนแทบจะล้ำเข้ามาในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เราก็รู้สึกว่าเอ๊ะ นี่มันพื้นที่อนุรักษ์ไม่ใช่หรือ แล้วนกแต้วแล้วท้องดำนี่มันสำคัญมาก เรียกว่าไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยแต่ขึ้นอันดับโลก ทำไมถึงยังมีการบุกรุกป่าอย่างนี้ เลยปรึกษากันว่าน่าจะต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง ในที่สุดก็เลยล่ารายชื่อและทำหนังสือยื่นถึงนายกฯ ”

การเกิดขึ้นของกลุ่มรักษ์แต้วแล้วท้องดำซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักดูนกในกรุงเทพฯ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญอีกจุดหนึ่งก็ว่าได้ ของการที่นักดูนก หรือคนธรรมดาทั่วไปได้ลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเมื่อพบเห็นธรรมชาติกำลังถูกคุกคาม “..คือเราก็ไม่ได้โทษเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียว ปัญหามันคงซับซ้อนกว่านั้นเยอะ หลังจากที่ได้รวมกลุ่มกันแล้ว ก็ได้พบปะพูดคุยกับผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายทั้งในส่วนของสมาคมอนุรักษ์นกฯ และ OBC เพื่อดูว่าใครทำอะไรไปถึงไหนแล้วบ้าง เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ก็จัดลงพื้นที่อีกครั้ง และได้มีโอกาสพบกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นด้วย ซึ่งทำให้เข้าใจปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้น รู้สึกเห็นใจเจ้าหน้าที่ฯ เพราะงานหนักมาก กำลังคนก็น้อย จุดประสงค์ของกลุ่มเราก็คือช่วยให้การอนุรักษ์นกดีขึ้น ตรงไหนเป็นช่องโหว่อยู่ก็ต้องช่วยๆ กัน ถ้ามัวแต่โยนความรับผิดชอบ นกคงสูญพันธุ์พอดี” คุณอวยพรกล่าว นอกจากนี้ทางกลุ่มฯ ยังมีแนวคิดที่จะกระตุ้นให้คนท้องถิ่นรับเอานกแต้วแล้วท้องดำเข้าในโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เพื่อกระตุ้นให้คนในท้องถิ่นภูมิใจและหวงแหนนกชนิดนี้ รวมทั้งมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ฯ

ในขณะที่การอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ได้มีการนำเสนอทางเลือกอีกหลายทาง เช่น การซื้อที่ดินคืนจากชาวบ้านที่มีความเต็มใจ และนำมาฟื้นฟูเป็นที่อยู่ของนก อันเป็นแนวทางการอนุรักษ์ขององค์กรเอกชนขนาดใหญ่หลายแห่งทั่วโลก ผู้เสนอแนวทางนี้ยืนยันว่าเงินลงทุนมหาศาลไม่ใช่อุปสรรค เพราะมีนักดูนกทั่วโลกพร้อมที่จะบริจาคเงินให้ หากมีหลักประกันว่าจะช่วยนกแต้วแล้วท้องดำได้จริง เมื่อได้ที่คืนแล้วก็ให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจัดการพื้นที่โดยเฉพาะ รุ่งโรจน์ จุกมงคล อุปนายกสมาคมอนุรักษ์นกฯ กล่าวว่า “ หากได้ที่คืนแล้ว เราสามารถนำมาปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะกับนิเวศวิทยาของนกได้ เพราะความจริงนกแต้วแล้วท้องดำปรับตัวได้เก่งกว่าที่เราคิด เขาอยู่รอดในป่าชั้นรองที่ไม่สมบูรณ์นัก เคยมีรายงานว่าพบนกทำรังในป่าหย่อมเล็กๆ ขนาดเพียง 12 ไร่ ที่ล้อมรอบไปด้วยสวนยางได้ นอกจากนี้อาจช่วยเหลือนกฯ ด้วยการให้อาหารเสริมในระยะแรก โดยเฉพาะไส้เดือนซึ่งเป็นอาหารหลัก หรืออาจปลูกต้นระกำ หรือกอหวาย ซึ่งเป็นไม้มีหนามที่นกใช้อาศัยทำรัง ก็น่าจะช่วยให้นกมีโอกาสรอดมากขึ้น อันนี้เป็นไปตามหลักการจัดการสัตว์ป่าทั่วไป คือมีที่อยู่ ที่กิน ที่ขยายพันธุ์ สัตว์ก็อยู่ได้”

จอห์น พารร์ (John Parr) ผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์ กองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ได้เสนออีกทางเลือกหนึ่ง คือการประกาศให้พื้นที่ในอำเภอคลองท่อมและใกล้เคียงทั้งหมด เป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมปี 2535 เพื่อเป็นการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีความเหมาะสม และไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศธรรมชาติ จอห์น กล่าว่า “พื้นที่ราบบริเวณเขานอจู้จี้นั้นเป็นระบบนิเวศที่พิเศษมาก แต่เขตอนุรักษ์ตามกฎหมายให้การคุ้มครองไม่ทั่วถึง และค่อนข้างมีความสับสน การประกาศให้ทั้งบริเวณเป็นพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม จะทำให้ทุกคนยอมรับในหลักการเดียวกันว่าพื้นที่ทั้งหมดบริเวณนี้มีความสำคัญมาก ต้องมีการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การจะมาถางป่า 400-500 ไร่เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน นั้นย่อมทำไม่ได้”

หลายคนที่ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอดเชื่อมั่นว่าแนวทางการอนุรักษ์ใหม่ๆ จะช่วยแก้ปัญหาของนกแต้วแล้วท้องดำในระยะยาวได้ แต่บางคนก็เห็นว่าแผนฟื้นฟูฯ นี้ไม่ได้แตกต่างไปจากแนวทางที่เคยพยายามมาแล้ว จึงไม่แน่ใจว่าการอนุรักษ์จะประสบผลสำเร็จหรือไม่.. ดร.เจริญวิชญ์ หาญแก้ว ตัวแทนของสมาคมอนุรักษ์นกฯ ในคณะกรรมการอำนวยการแผนฟื้นฟูฯ ยืนยันว่า “..เชื่อว่าเรามาถูกทางแล้ว แม้ปัญหาจะค่อนข้างใหญ่และซับซ้อนมาก แต่ตอนนี้เรามีกระบวนการที่เปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมพูดคุยกันอย่างเต็มที่ ทั้งชาวบ้าน เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ นักวิชาการ และยังมีองค์กรอนุรักษ์นานาชาติให้การสนับสนุน.. บอกได้เลยว่าตอนนี้คนทั่วโลกเขาจับตาดูเราอยู่ เป็นโอกาสอันดีแล้วนะ ตอนนี้เรายังมีโอกาสก็ต้องทำให้ถึงที่สุด การแก้ไขปัญหาการอนุรักษ์สัตว์ป่านั้นต้องอดทน เพราะมันไม่ง่าย มันโยงใยถึงปัญหาโครงสร้างอื่นๆ หมด แต่ถ้าเราไม่เผชิญกับปัญหา ไม่พยายามแก้ไข... ทุกอย่างก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่ใช่เฉพาะนกแต้วแล้วท้องดำหรอกนะ แต่หมายถึงสังคมโดยรวมทั้งหมด”

...........................

กรกฎาคม 2546


ทิพย์ตื่นแต่เช้าตรู่ เธอเริ่มต้นภารกิจของวันใหม่ด้วยการเตรียมอุปกรณ์ภาคสนาม กล้องส่องทางไกล เครื่องบอกพิกัดทางภูมิศาสตร์ สมุดโน้ต เครื่องอัดเสียง และยาทากันยุง อากาศที่ร้อนอ้าวราวเตาอบ ฝนที่พร้อมจะเทลงมาทุกขณะ กับแมลงนับล้านที่คอยกัดรบกวนในป่า ทำให้การทำงานภาคสนามที่ป่าเขานอจู้จี้ยากลำบากไม่แพ้ป่าที่ไหนๆ โดยเฉพาะเมื่อต้องคอยสังเกตุนกที่พบเห็นตัวได้ยากยิ่งอย่างนกแต้วแล้วท้องดำบนพื้นป่าที่รกชัฎไปด้วยพันธุ์ไม้น้อยใหญ่นานาชนิด

ทุกวันทิพย์จะต้องเดินตามเส้นทางเพื่อติดตามพฤติกรรมของนกแต้วแล้วท้องดำทุกตัวที่สำรวจพบ ทิพย์และทีมงานอันประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานฯ และที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจาก RSPB เริ่มเก็บข้อมูลนกแต้วแล้วท้องดำอย่างจริงจังมาได้ 3 เดือนแล้ว ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพล่าสุดนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยกำหนดทิศทางของมาตรการเร่งด่วนต่างๆ ในการอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำ ข่าวที่น่ายินดีล่าสุดคือทีมงานได้สำรวจพบนกแต้วแล้วท้องดำแล้วทั้งหมด 13 คู่ และคาดว่ามีตัวที่ไร้คู่ อีก 3 ตัว อย่างไรก็ตามคณะสำรวจยังไม่พบรังนกแม้แต่รังเดียวในฤดูผสมพันธุ์ปีนี้ ไม่มีใครตอบได้ว่าเป็นเพราะการสำรวจยังทำได้ไม่ครอบคลุม หรือ เพราะนกหลายคู่ถูกผลักดันให้มาอยู่รวมกันอย่างหนาแน่นเกินไป หรือเพียงเพราะมีนักท่องเที่ยวผ่านเข้าออกในพื้นที่อาศัยของนกมากเกินไป

แม้การค้นหารังเพื่อเก็บข้อมูลในปีนี้จะยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่โดยทั่วไปก็นับได้ว่าโครงการสำรวจเบื้องต้นดำเนินไปได้ด้วยดี และมีการวางแผนการศึกษาอย่างละเอียด เพื่อตอบคำถามในเรื่องของการอนุรักษ์ให้ได้มากที่สุด ทิพย์เล่าว่างานสำรวจประชากรและพฤติกรรมของนกที่เธอกำลังทำนั้นเป็นเพียงบันได้ขั้นแรกเท่านั้น ข้อมูลสำคัญหลายอย่างจะไม่มีทางได้มา หากไม่มีการใช้เทคนิคอื่นๆ ช่วย เช่นการติดห่วงขานก หรือติดวิทยุส่งสัญญาณและติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบอย่างแน่ชัดว่านกใช้พื้นที่อาศัยหากินอย่างไร ขนาดเท่าไร และอะไรคือปัจจัยหลักในการกำหนดความอยู่รอดของนกแต้วแล้วท้องดำ ทักษะบางอย่างอาจจำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญชาวต่างประเทศ อุปสรรคที่สำคัญในขณะนี้คือขั้นตอนการขออนุญาตการทำวิจัย เพราะร่างโครงการดังกล่าวจะต้องผ่านการพิจารณาจากสภาวิจัยแห่งชาติ และคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติเสียก่อน เนื่องจากนกแต้วแล้วท้องดำเป็นสัตว์ป่าสงวนที่มีการคุ้มครองทางกฏหมายอย่างเคร่งครัด ทิพย์และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้แต่รอคอยด้วยความหวังว่า ร่างโครงการจะผ่านการพิจารณาโดยเร็ว และโครงการวิจัยจะได้เดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบสำหรับฤดูผสมพันธุ์ปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการเก็บข้อมูล ทุกฝ่ายจำเป็นต้องทำงานแข่งกับเวลาเพราะรู้ดีว่าพวกเขาเหลือเวลาอีกไม่มากนัก

....................

17 ปีเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน กาลเวลายังคงไหลเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างซื่อสัตย์ พร้อมกับการจากไปของป่าที่ราบต่ำ และนกแต้วแล้วท้องดำตัวแล้วตัวเล่า ณ วันนี้ แผนงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำกว่า 40 โครงการกำลังรอคอยให้มีคนนำไปเริ่มต้นปฏิบัติอย่างจริงจัง ความพยายามครั้งนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ชะตากรรมของนกแต้วแล้วท้องดำจะเป็นอย่างไร คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับทิพย์ ไม่ได้ขึ้นกับองค์กรอนุรักษ์ หรือ กรมอุทยานแห่งชาติฯ บทเรียนที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าความพยายามแต่เพียงฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่มีทางทำให้การอนุรักษ์ประสบความสำเร็จ นกแต้วแล้วท้องดำจะอยู่รอดต่อไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความร่วมมืออย่างจริงจัง และความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่าย ตั้งแต่ระดับชาวบ้านไปจนถึงผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความพยายามครั้งนี้คือการตัดสินใจของคนไทยว่าจะปกป้องนกแต้วแล้วท้องดำเอาไว้ หรือปล่อยให้มันสูญพันธุ์ไปตลอดกาล...

ณ นาทีนี้ การอนุรักษ์นกแต้วแล้วท้องดำยังคงถูกผลักดันให้ดำเนินต่อไปข้างหน้า ในขณะที่เวลาของนกแต้วแล้วท้องดำฝูงสุดท้ายเหลือน้อยลงไปทุกที ทิพย์และผู้คนอีกจำนวนหนึ่งกำลังสานต่อเรื่องราวของการอนุรักษ์ที่โลดแล่นอยู่ในความสนใจของชาวโลกมาเกือบ 20 ปี เรื่องราวที่กำลังจะกลายเป็นตำนาน และด้วยหวังว่าจะปิดฉากลง...อย่างศานติ


“ในท้ายที่สุด อนาคตของมนุษยชาติมิได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราสรรค์สร้างขึ้นเท่านั้น
หากยังหมายรวมถึงสิ่งที่เรา...ไม่ยอมให้ถูกทำลาย”

จอห์น ซี. ซอว์ฮิลล์ (2479-2543)
ประธาน The Nature Conservancy ระหว่าง 2533-2543


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสารสารคดี ฉบับที่ 222 สิงหาคม 2546

ขอขอบคุณ คุณคณิต คณีกุล และนิตยสารคดีที่เอื้อเฟื้อภาพถ่ายนก









CookieTalkie.com ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนให้ลงเผยแพร่บทความนี้

*บทความและภาพประกอบเป็นสิขสิทธิ์ของผู้เขียนและเจ้าของภาพถ่าย ที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กฏหมายลิขสิทธิ์
การนำไปเผยแพร่ต่อเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าหรือเพื่อผลประโยชนอื่นใด ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการเท่านั้น


cookietalkie@yahoo.com


copyright © 2003-2008 CookieTalkie.com