 |
กระตั้วน้อย...ผู้ต้องรับกรรม

PHOTO: CHU PEI-TEH, TAIPEI TIMES
|
ในภาพที่เห็นนี้เป็นภาพของนกกระตั้วป่าเพียง 5 ตัวจากจำนวนทั้งหมด 28 ตัวที่ถูกลักลอบจากประเทศอินโดนีเซีย นำเข้าไปยัง Taiwan นกเหล่านี้ถูกขังรวมกันอยู่ในกรงเพื่อรอการทำลายทิ้ง(ฆ่า) เนื่องจากภาวะการเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดนก ตามรายละเอียดของข่าวด้านล่างนี้
TAIPEI TIMES
By Chiu Yu-Tzu (STAFF REPORTER)
พฤหัสบดี, Nov 04, 2004.
นกแก้วถูกทำลายหลังจากถูกยึดได้ที่สนามบินเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา( Nov 02, 2004).นกแก้ว(กระตั้ว)ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายจำนวน 28 ตัว จากบาหลี ได้ถูกลักลอบนำเข้ามายัง ไทเป ด้วยการซุกซ่อนนกในท่อพลาสติค และใส่มาในสัมภาระของผู้เดินทางชาวอินโดนีเซีย ชื่อนาย Sugiharto ซึ่งภายหลังเขาได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกักตัวไว้
เจ้าหน้าที่ศุลกากรของไทเป ได้ทำลายนกทั้งหมดทิ้งในวันพุธ (Nov 03, 2004) เนื่องด้วยเหตุผลการระวังป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดนก โดยตัวอย่างที่เก็บได้จากนกทั้งหมด ถูกส่งไปยังห้องแล็ปเพื่อรอการพิสูจน์เชื้อ ซึ่งผลของการตรวจจะออกมาในปลายสัปดาห์
(ข้อมูลข่าวจาก TAIPEI TIMES)
* หลังจากรายงานข่าวนี้ไม่นาน ผลตรวจที่ออกมาระบุว่า นกทั้งหมดปลอดเชื้อ
|
หากจะมาวิเคราะห์ว่า ไข้หวัดนกเป็นสาเหตุแห่งการฆ่าทำลายนกเหล่านี้นั้น มันก็อาจถูกในสภาวะการเช่นนี้ แต่การฆ่าทำลายนกโดยไม่รอผลตรวจสุขภาพนกเสียก่อน ตามที่ทางการไต้หวันได้ทำลงไปนั้น เป็นการกระทำที่ขาดคุณธรรมอย่างแรง และการกระทำเช่นนี้ส่งผลให้ทางการไต้หวัน ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และได้รับคำตำหนิจากนักอนุรักษ์นกอย่างกว้างขวาง เนื่องด้วยต่างเห็นว่า ทางการไต้หวันควรกักกันนกไว้ก่อนเพื่อรอผลตรวจ แทนที่จะทำลายนกทันทีในเวลาอันรวดเร็วเช่นนี้ ซ้ำร้ายผลตรวจเชื้อที่ออกมายังระบุว่า นกทั้งหมดไม่ได้ติดเชื้อไข้หวัดนกแต่อย่างใด
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น นกกระตั้วเหล่านี้เป็นนกที่จัดอยู่ในประเภทของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ( C. moluccensis and P. aterrimus; อยู่ในบัญชี CITES Appendix 1) ที่นักอนุรักษ์นกต่างให้ความกังวลถึงจำนวนนกป่า ที่มีเหลืออยู่น้อยเต็มทีในธรรมชาติ และในกรณีนี้นักอนุรักษ์ต่างให้ความเห็นว่า ทางการไต้หวันสามารถที่จะเลือกหนทางอื่นแทนการทำลายนกทิ้ง อย่างเช่น การส่งนกทั้งหมดกลับคืนไปยังประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งทางการอินโดนีเซียก็จะยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะรับคืนนก ที่เป็นสมบัติล้ำค่าของประเทศเขา กลับไปอย่างแน่นอน... แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น
สุดท้ายนกเหล่านี้ก็ต้องมาตายลง ไม่ใช่เพราะสาเหตุจากการติดเชื้อไข้หวัดนก แต่เป็นสาเหตุจากความเห็นแก่ได้ของมนุษย์ ผู้ลักลอบนำนกเข้าประเทศโดยผิดกฎหมาย เพื่อสนองความต้องการและความอยากได้ ให้กับคนที่อยากเลี้ยงนกนั่นเอง
จากอดีตถึงปัจจุบัน ผ่านมาหลายทศวรรษ การลักลอบค้านกป่าไม่เคยลดลง แต่กลับจะมีเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะเมื่อการคมนาคมมีความเจริญมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ช่องทางการขนส่งนกป่าออกจากแหล่งลักลอบ มีเพิ่มมากขึ้นไปด้วย และด้วยทางเลือกในการขนส่งที่หลากหลายนี้ นกป่าจึงถูกซุกซ่อนหลบหนีการตรวจตรามาได้ในหลายช่องทาง เช่น นกป่าถูกซุกซ่อนจัดเรียงให้นอนมาในก้นของกระเป๋าเป้แบกขึ้นหลัง ลักลอบหิ้วผ่านด่านตรวจโดยผู้นิยมซื้อนกป่าตามชายแดน นกป่าถูกลักลอบยัดใส่ท่อพีวีซีซุกซ่อน
มาใต้ท้องเรือสินค้าและเรือประมง นกป่าถูกลักลอบแอบมาในลังใส่ผลไม้ของรถบรรทุกผลไม้ข้ามแดน และนกป่าถูกลักลอบใส่กระเป๋าสัมภาระซุกซ่อนมาบนเครื่องบินโดยสาร ฯลฯ และไม่ว่าจะเป็นการนำนกป่าลักลอบเข้ามายังประเทศปลายทางโดยวิธีไหน นกแต่ละตัวต่างต้องตกอยู่ในสถาพถูกจับมัด รัดตรึงและยัดใส่มาในบรรจุภัณฑ์ที่มีความคับแคบ ต้องอดอาหาร ต้องตกอยู่ในความเครียด ความหวาดกลัวและความทรมาน นกจำนวนกว่า 70-80% จะเสียชีวิตก่อนถึงปลายทาง
*หมายเหตุ: การลักลอบค้านกผิดกฏหมายระหว่างประเทศนั้น มิได้กระทำกันเฉพาะกับนกป่า แต่จะมีนกที่เป็นผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงที่เกิดในกรงขังรวมอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีการลักลอบนำไข่นกที่สามารถฟักออกเป็นตัวได้ เข้าไปขายยังประเทศปลายทางเช่นกัน
ผลจากการลักลอบค้านกป่าที่กระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า นานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปีนี้ ทำให้เราตระหนักในข้อกล่าวอ้างของกลุ่มพ่อค้านกผู้เห็นแก่ได้ ที่ว่า เมื่อมีนกที่สามารถเพาะพันธุ์ให้เกิดขึ้นในกรงขังได้แล้ว การจับนกออกจากป่าก็จะลดลง แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว ตราบใดที่ยังคงมีความนิยมเลี้ยงนก ตลาดการค้าขายนกก็จะมีความคึกคัก ผู้คนจะซื้อจะขายนกกันมากขึ้น เป็นผลทำให้มีเงินสะพัดในตลาดค้าสัตว์เลี้ยงมากขึ้น กลิ่นเงินที่หอมหวล ก็จะจูงใจให้ผู้ค้าและผู้เพาะพันธุ์นกเกิดความต้องการที่จะลงทุนเพื่อหาซื้อนกตัวใหม่ๆพันธุ์ใหม่ๆเข้ามาเพาะขยายพันธุ์เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้เงินและผลกำไรก็จะเป็นตัวช่วยกวักมือเรียกให้พ่อค้าและผู้เพาะพันธุ์นกรายใหม่ๆ ที่หวังรายได้ กระโดดเข้ามาขอร่วมวงโกยเงินบาปจากการค้านก ค้าชีวิตสัตว์กันมากขึ้นไปอีก
แล้วนกที่จะเอามาใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ทั้งหลาย ก็จะต้องถูกจับออกมาจากป่า ที่ถือว่าเป็นแหล่งวัตถุดิบสัตว์ที่มีต้นทุนต่ำ เพื่อให้พ่อค้าได้ใช้ในการหาผลประโยชน์ต่อไปไม่สิ้นสุด
ดังนั้นตามข้อกล่าวอ้างที่ว่า เมื่อมีนกที่เพาะได้ในกรงขังแล้ว นกป่าจะปลอดภัย ไม่ถูกจับ จึงเป็นคำกล่าวอ้างที่ไม่เป็นความจริงเลย ในทางกลับกัน มันเป็นความคิดที่ตื้นเขินและเป็นคำพูดชวนเชื่อที่หลอกลวงเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว ของพวกพ่อค้านกที่ขาดจริยธรรม และหากเราได้อ่านเนื้อข่าวที่หยิบยกขึ้นมาในบทความนี้ ประกอบกับข่าวการลักลอบนำเข้านกป่าที่เกิดขึ้นตามหน้าหนังสือพิมพ์อย่างต่อเนื่องตลอดมาจนถึงปัจจุบัน เราก็จะมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การลักลอบจับและค้านกจากป่า มันยังคงอยู่และจะมีเกิดขึ้นต่อไป ตราบเท่าที่มนุษย์ยังคงมีความนิยมเลี้ยงนกในกรงขัง
ถึงเวลาแล้วหรือยัง..ที่เรา คนที่สามารถเรียกตัวเองได้อย่างเต็มปากว่าเป็นคนรักนก จะหันมาสนใจ ปลูกจิตสำนึกให้กับตัวเองและลูกหลาน ให้หันมารักนกกันอย่างแท้จริง รักด้วยความไม่เห็นแก่ตัว ไม่อยากได้มา ไม่อยากครอบครอง เพื่อนกผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ จะเป็นเหยื่อรุ่นสุดท้าย ที่ต้องมาตายด้วยการรับชะตากรรมกับความรักที่ผิดวิธี
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่นกในวันนี้ จะเป็นนกตัวสุดท้าย ในกรงขัง
ท้ายสุดตรงนี้... เราลองมาหักมุขหักมุม แล้วหลับตานึกจินตนาการดูซิว่า หากในวันนั้นนกเหล่านี้ไม่ถูกฆ่า แต่พวกเขากลับหลุดพ้นจากการตรวจตราออกมาได้ เขาคงจะต้องไปเจอชะตากรรมในอีกรูปแบบ ที่พวกเขาอาจถูกใช้เป็นเครื่องจักรผลิตลูกนกในฟาร์มของพ่อค้านกสักแห่ง หรืออาจถูกกักขังในกรงเล็กๆที่ชีวิตเขาจะถูกใช้เป็นเสมือนของประดับบ้าน เขาอาจถูกขายต่อเปลี่ยนมือ ถูกเจ้าของอารมณ์เสียบางคน ตีทำร้าย หรือตบกรงให้เขาหวาดกลัว เขาอาจถูกปล่อยปละละเลย ขาดอาหาร ขาดน้ำ ขาดการเอาใจใส่ จนในที่สุด ชีวิตของเขาก็จะตกอยู่ภายใต้สภาพการจองจำเช่นนี้....ไปจนวันตาย
เมื่อนึกภาพออกแล้ว เราคงได้แต่ทอดถอนใจ เพราะดูเหมือนไม่ว่าจะเป็นหนทางไหน นกที่น่าสงสารเหล่านี้ ก็จะหนีไม่พ้นจากการโดนทำทรมาน
คงยังไม่สายจนเกินไป หากเราจะหยุดการซื้อนกในวันนี้ เพื่อจะได้ไม่มีนกตัวไหนถูกจับออกมาจากป่าอีก
คงยังไม่สายจนเกินไป หากเราจะหยุดการซื้อนกในวันนี้ เพื่อจะได้ไม่มีนกตัวไหนต้องถูกกักขังในกรงอีก
และคงยังไม่สายจนเกินไป สำหรับพ่อค้านก ที่จะปรับเปลี่ยนความคิด ปรับจิตสำนึกให้ตั้งอยู่ในความเมตตา หยุดค้าชีวิต ด้วยการตัดสินใจไม่เพาะเพิ่ม ไม่ขาย แต่หันมาดูแลนกที่มีในครอบครองให้ดีที่สุดจนวันสุดท้ายของพวกเขา
----------------------------------------------------
เขียนโดย แก้วตา
5-28-2007
|