HOME
วัตถุประสงค์คู่มือการดูแลนกเรื่องเล่าจากประสบการณ์Watch Me Flyรายชื่อหมอแหล่งข้อมูลแจ้งนกหาย/พบนกปรึกษาและสนทนาอุปการะนกติดต่อ


Free My Wings





The Wild Parrots of Telegraph Hill
นกหลงฟ้า กับ ลมหายใจอิสระ




Photo:
- Mark Bittner
- Pelican Media
๑.

ชายผมยาวร่างท้วม ก้าวลงจากรถบัสประจำทาง ตรงไปยังร้านกาแฟที่ดูเหมือนเจ้าของร้านจะคุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างดี เขานั่งจิบกาแฟ อ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในร้านอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะลุกออกจากร้าน เดินผ่านผู้คนที่สวนไปมา ตามประสาดาวน์ทาวน์ของเมืองใหญ่ทั่วไป

เขาเดินผ่านร้านหนังสือ หยุดยืนดูปกหนังสือออกใหม่ผ่านกระจกใสบานใหญ่ของร้าน เขาชอบอ่านหนังสือ แต่ไม่ค่อยมีสะตุ้งสะตังค์มากนัก ถ้าเป็นวันว่าง เขามักจะแวะเข้าไปนั่งอ่านหนังสือในร้านบ่อยๆ แต่วันนี้.. เขากลับตรงไปที่ร้านสัตว์เลี้ยง

ไม่กี่นาทีต่อมา เขากลับออกมาด้วยกระสอบใบใหญ่บนบ่า เขาตรงไปที่ป้ายรถบัสประจำทาง ขึ้นรถกลับบ้านไป..

บ้านของเขาอยู่บนเนินเขา ที่เรียกว่า เทเลกราฟ ฮิลล์ กลางเมืองใหญ่ซาน ฟรานซิสโก เขาเดินขึ้นขั้นบันไดแคบๆไป ขณะที่บนบ่ายังคงแบกไว้ด้วยกระสอบใบใหญ่อย่างมั่นคง

เขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังซอมซ่อ ที่เจ้าของบ้านให้เขาอาศัยโดยไม่คิดค่าเช่า มันซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆบนเนินที่ดูเหมือนแออัด แต่ไม่ถึงกับขัดตา เพราะยังมีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นแทรกอยู่ในระหว่างสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น ทำให้ดูร่มรื่น สงบ สวยงาม และ น่าอยู่

กลับถึงบ้านพัก เขาเปิดกระสอบ เทสิ่งที่อยู่ข้างในออกมาลงบนชามใบใหญ่ มันเป็นเมล็ดพืช เขาเดินออกไปที่ลานหน้าบ้าน ชั่วอึดใจ เสียงร้องเซ็งแซ่ดังมาจากอีกด้านของฟากฟ้า และดังใกล้เข้ามาทุกที มันคือฝูงนกประมาณ 45 ตัว ที่บินตรงมาหา และรุมล้อมรอบตัวเขาในทันใด หลายตัวเกาะอยู่บนกิ่งไม้ที่ใกล้ที่สุด แล้วโน้มตัวลงมางับเมล็ดพืชไปจากมือเขา บางตัวไม่ทันใจปีนขึ้นไปบนไหล่ บนแขน และไม่เว้นแม่กระทั่งบนศรีษะของเขา

ดูเหมือนเขาจะมีมือไม่พอที่จะป้อนนกเหล่านั้นได้ทันเสียด้วยซ้ำ ปากของเขาจึงต้องงับเมล็ดพืชไว้จำนวนหนึ่งด้วย นั่นสำหรับนกตัวที่ยืนบนไหล่ขวา ซึ่งจะคอยจิกที่หูของเขาเบาๆ เพื่อส่งสัญญาณให้เขาหันหน้ามา แล้วเจ้านกฉลาดตัวนั้นก็งับเมล็ดพืชไปจากปากของเขาทันที นั่นคือวิธีป้อนเฉพาะสำหรับนกตัวนี้

นกเหล่านี้มาจากไหน? มันเป็นนกแก้วคอนัวร์ พันธุ์เชอรี่ เฮด เพราะส่วนหัวเป็นสีแดงสด ลำตัวเป็นสีเขียว เป็นนกต่างถิ่น พื้นเพเดิมมาจากอเมริกาใต้—เอควาดอร์, เปรู ไม่ใช่นกท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาในซาน ฟรานซิสโก มันจึงเป็นสีสันแปลกตาของเมืองนี้ไปโดยปริยาย..


๒.

มาร์ค บิทเนอร์ ชายผมยาว ร่างท้วม หนวดเครารุงรัง สวมแว่นสายตา หน้าตาใจดีคนนี้ กับฝูงนกแก้วสีเขียวที่ล้อมรอบตัวเขา ก็กลายเป็นสัญญลักษณ์ของเทเลกราฟ ฮิลล์ ที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งชีวิต เช่นกัน

ด้วยปรัชญาที่มุ่งหวังชีวิตอิสระ มาร์คเลือกที่จะทำในสิ่งที่หัวใจเขาปรารถนา นั่นคือ การเป็นนักดนตรี แต่ความสำเร็จบนเส้นทางสายนั้น ไม่ได้มาง่ายๆ หรือชั่วข้ามคืน เขาหวังและคิดเสมอว่าโอกาสของเขาใกล้เข้ามาแล้ว ใกล้เข้ามาแล้ว..  แต่เผลอแปปเดียว เขาก็กลายเป็นคนสิ้นไร้ แม้แต่บ้านที่จะซุกหัวนอน

เพราะชีวิตของเขาเลือกเอาอิสระเป็นที่ตั้ง  เขาจึงกลายเป็นคนจรจัดที่เรียกว่า-- "โฮมเลส" เขาต้องเร่ร่อนนอนตามใต้ถุนอาคารไปจนถึงดาดฟ้าของตึกสูง ทำงานเล็กๆน้อยประทังชีพไปวันๆ ได้ค่าจ้างบ้าง ไม่ได้บ้างตามประสา เขาใช้ลมหายใจข้างถนนอย่างนั้น เป็นเวลากว่า 15 ปี จนเขามีโอกาสมาพักที่บ้านบนเทเลกราฟ ฮิลล์ นี้

มาร์คสนใจธรรมชาติ เขาเคยคิดว่าการจะเข้าหาธรรมชาติ ต้องออกไปในโลกกว้าง ไม่ใช่ในเมืองใหญ่นี้ แต่หนังสือเล่มหนึ่งที่เขาอ่านให้ข้อคิดว่า ทุกๆที่มีธรรมชาติ ให้เริ่มมองไปรอบๆที่ใกล้ตัวเรา - - ไม่จำเป็นต้องดั้นด้นไปไกลสุดฟ้า

และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไป.. เขาเริ่มสังเกตเห็นฝูงนกแก้วนี้ตามต้นไม้ สายไฟฟ้า รอบที่พักเขา เขาเริ่มสนใจ ศึกษา และเฝ้าดู ความเป็นอยู่ ความเป็นไป ของนกฝูงนั้น เขาเริ่มเห็นความน่ารักที่เป็นธรรมชาติของชีวิตเหล่านั้น การไซ้ขนให้กัน การหยอกเล่นกัน รวมถึงการทะเลาะกันจนเลือดตกยางออก—

มีหลายครั้งที่เขาต้องนำนกป่วยเข้ามารักษาดูแลในบ้าน จนเมื่อมันหายดีแล้ว ก็ปล่อยให้บินกลับฝูงไปตามสมัครใจ จากคนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับนก เขาเริ่มหลงใหล และค้นคว้า เขาหาหนังสือมาอ่าน เขาโทรไปถามเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ จนมีความรู้ในระดับหนึ่ง แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับหัวใจของเขา ที่มีความรักในนกเหล่านี้อย่างเปี่ยมล้น

ความรักที่บริสุทธิ์ และแท้จริง-- ความรักที่ไม่ใช่ความรู้สึกอยากเป็นเจ้าของ หากเป็นความรักที่เต็มไปด้วยความเข้าใจในวิถีชีวิตอิสระ และเคารพสิทธิ์ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่เท่าเทียมกัน..

มาร์คไม่คิดที่จะเลี้ยงนกเหล่านี้ไว้เอง แต่มาร์คก็มีความจำเป็นที่ต้องดูแลนกพิการสองสามตัวที่ไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตอิสระข้างนอกได้ มิงกัสเป็นหนึ่งในนั้นที่มีขาพิการ--

มาร์คต้องคอยดูแลนกเหล่านั้นในบ้าน และเป็นเพื่อนของกันและกัน มีอยู่หลายครั้งที่มาร์คดีดกีตาร์ร้องเพลง โดยมีมิงกัสเป็นคู่หูที่ผงกหัวขึ้นลง วาดไปทางซ้ายที ขวาทีอย่างเข้าจังหวะ ทั้งสองชีวิตต่างเติมสิ่งที่ตัวเองขาดหายไป แลกเปลี่ยนลมหายใจแห่งรักให้แก่กัน..


๓.

ภาพของมาร์คยืนป้อนนกที่เกาะอยู่ตามต้นไม้และตามไหล่แขนของเขาทุกวันนั้น เป็นภาพชินตาสำหรับคนที่สัญจรไปมาในละแวกนั้นเป็นประจำ แต่บ่อยครั้งที่มีผู้ผ่านทางเห็นเป็นของแปลกและซักไซ้ด้วยความสนใจ..

“เป็นนกของคุณหรือ?”
“ไม่ใช่ครับ เป็นนกป่าที่บินอยู่แถวนี้” มาร์คตอบ พลางป้อนนกไปอย่างเพลิดเพลิน
“คุณต้องป้อนมันหรือ มันหากินเองได้หรือเปล่า”
“มันหากินเองได้ครับ ไม่มีผมก็ไม่เดือดร้อน”
“คุณรู้จักทุกตัวหรือ คุณจำได้ทุกตัวหรือ”
“จำได้ครับ ตัวนี้ชื่อกิ๊บสัน ผมใช้จำพวกเขาจากสีบนหัวที่แตกต่าง แล้วก็ดูจากพฤติกรรมครับ ”
มาร์คตอบ นัยตาเป็นประกายสุขใจ
“อ้าว ถ้ามีชื่อก็เป็นนกเลี้ยงของคุณ ไม่ใช่นกป่าสิ”
อีกคนสงสัย
“นกป่าครับ เดิมทีเป็นนกป่ามีถิ่นกำเนิดจากอเมริกาใต้ คงถูกจับจากป่ามาขาย ให้คนซื้อเป็นนกเลี้ยง แล้วคนเลี้ยงบางคนคงปล่อยทิ้ง หรือบางทีมันหนีหลุดออกมาเอง”

.........................

หลายครั้ง มาร์คเคยสงสัยเหมือนกันว่า นกเหล่านี้ถูกจับมาจากอเมริกาใต้ พวกเขาทนอยู่ได้อย่างไรในเมืองหนาวเย็นอย่างซาน ฟรานซิสโก แต่กาลเวลาก็ให้คำตอบมาร์คว่า พวกเขาปรับตัวให้อยู่ได้ ด้วยสัญชาตญาณแห่งชีวิต ฝูงนกอิสระนี้อยู่ได้มาหลายฤดูหนาวแล้ว และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

ความกังวลเกี่ยวกับเรื่องสภาพอากาศหมดไป สิ่งที่น่ากลัวถัดมาสำหรับนกเหล่านี้ คือเหยี่ยวหางแดงที่มีให้เห็นในท้องฟ้าของเมืองนี้อยู่บ่อยๆ

มาร์คเคยสังเกตว่า นกเหล่านี้มีสัญชาตญาณพิเศษ เมื่อภัยที่บินทางอากาศนี้ผ่านมา พวกเขาจะยืนนิ่ง และส่งเสียงเบาๆในลำคอว่า ฮออค ฮออค เพื่อเป็นการเตือนให้ตัวอื่นรู้ ดูเหมือนเป็นเรื่องน่าขำที่คำที่พวกเขาออกเสียง ช่างบังเอิญไปละม้ายคล้ายกับเสียงคำว่า ฮอว์ค ในภาษาอังกฤษที่แปลว่า “เหยี่ยว”

แต่มาร์คลงความเห็นว่า สิ่งที่เป็นภัยน่ากลัวที่สุดสำหรับนกเหล่านี้ คือ มนุษย์!




















เช้าวันหนึ่ง ในฤดูหนาว..
คอเนอร์ก็ตัดสินใจบินออกจากห้อง กลับเข้าฝูงไปเหมือนเดิม.. คอเนอร์ตัดสินใจเลือกชีวิตอิสระข้างนอก แม้จะเหน็บหนาวและอันตราย..

๔.

คอนเนอร์ เป็นนกตัวเดียวในฝูงที่ต่างพันธุ์ และมีส่วนหัวเป็นสีฟ้าต่างจากตัวอื่น ด้วยความแตกต่างนี่เอง ที่ทำให่คอนเนอร์ชอบปลีกตัวออกมาจากฝูงหลังจากที่กินอิ่ม คอนเนอร์เป็นนกที่สันโดษ สุขุม และสง่า ไม่ค่อยเล่นกับใครมากนัก นอกจากชอบยืนเงียบๆตามลำพัง ดวงตานั้นบ่งบอกถึงความนิ่งสงบ แต่ดูเหมือนซ่อนเรื่องราวไว้ข้างในพอสมควร

มาร์คเคยบอกว่า คอนเนอร์เคยมีคู่ แต่คู่ของคอนเนอร์ได้ตายจากไป และในช่วงเวลาแห่งความเศร้าโศกนั้น คอนเนอร์ก็ได้หายหน้าไปจากฝูงนานถึง 10 วันทีเดียว หลายครั้งเราจึงเห็นคอนเนอร์ยืนครุ่นคิดอะไรอยู่เงียบๆตามลำพัง เขาอาจกำลังคิดถึงคู่รักที่จากไป หรือ ป่าเปรูที่จากมา.. และไม่รู้ว่าชีวิตนี้ จะยังมีโอกาสได้หวนคืนกลับไปอีกครั้ง หรือหมดลมหายใจอยู่ในเมืองใหญ่ต่างถิ่นนี้..

ช่วงหนึ่ง คอนเนอร์เคยมีเพื่อนสีขาวตัวจ้อยต่างพันธุ์ มันเป็นบัดจี้ที่ดูคล่องแคล่วเอาการอยู่ทีเดียว บัดจี้ตัวนี้ก็คงเป็นนกเลี้ยงที่หลุดออกมาเหมือนกัน และคงพลัดหลงอยู่พักใหญ่จนมาเจอกับนกแก้วกลุ่มนี้

ครั้งแรกที่รู้จักกับคอนเนอร์ บัดจี้มายืนชะเง้อขอกินเมล็ดพืชด้วย แต่เนื่องจากต่างพันธุ์และตัวเล็กกว่าก็เลยได้แต่ยืนรออยู่ห่างๆ และคอยขยับปีกพยักเพยิดให้คอนเนอร์ช่วยสงเคราะห์หน่อย คอนเนอร์อดรำคาญไม่ไหว ก็เลยคาบเมล็ดพืชส่วนหนึ่งมาป้อนให้ นั่นคือมิตรภาพที่ทำให้บัดจี้ถือโอกาสติดสอยห้อยตามกลุ่มนี้ไปด้วย และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มในเวลาต่อมา

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ.. มีหลายครั้งที่บัดจี้กลายเป็นจ่าฝูง นำพวกพ้องบินเล่นบนท้องฟ้า...

เพราะความที่แตกต่างจากกลุ่ม บัดจี้ชอบมายืนเล่นอยู่คนเดียวข้างๆคอนเนอร์ แต่นั่นก็ไม่สามารถทำลายความเหงาของคอนเนอร์ไปได้.. คอนเนอร์ก็ยังเป็นคอนเนอร์

จนวันหนึ่งมีคนนำนกพันธุ์เดียวกับคอนเนอร์มาให้มาร์ค มาร์คดีใจยิ่งนัก และพยายามพานกตัวนั้นมาวางที่ระเบียง เพื่อเชิญชวนให้คอนเนอร์เข้ามารู้จักคู่ใหม่ แต่น่าเสียดายที่นกตัวนี้กลับเป็นตัวผู้เพศเดียวกับคอนเนอร์ แต่คอนเนอร์ก็เข้ามาทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ทั้งคู่ช่วยไซ้ขนให้แก่กัน หลังจากที่อยู่ด้วยกันมาระยะหนึ่งก็มีอาการไม่พอใจกันเกิดขึ้น และลงเอยด้วยทะเลาะกัน ในที่สุดมาร์คก็ปล่อยให้คอนเนอร์ตัดสินใจเองว่า จะใช้ชีวิตอยู่ในบ้านต่อไปกับเขา หลังจากที่ได้อยู่ด้วยกันมาระยะหนึ่ง หรือ จะกลับออกไปอยู่กับฝูงตามเดิม..

ใจจริงแล้ว มาร์คอยากให้คอนเนอร์อยู่ด้วยกันกับเขาในบ้าน อาจจะเป็นเพราะทั้งคู่ต่างมีหัวใจเหงาเหมือนกัน มาร์คอยากเป็นเพื่อนกับคอนเนอร์ และการได้อยู่ในบ้าน อาจทำให้นกโดดเดี่ยวอย่างคอนเนอร์ไม่เปล่าเปลี่ยวจนเกินไป.. อย่างน้อยในบ้านก็อบอุ่นกว่าอากาศหนาวเย็นข้างนอก และปลอดภัยจากเหยี่ยว..

เช้าวันหนึ่ง ในฤดูหนาว.. คอนเนอร์ก็ตัดสินใจบินออกจากห้อง กลับเข้าฝูงไปเหมือนเดิม..
คอนเนอร์ตัดสินใจเลือกชีวิตอิสระข้างนอก แม้จะเหน็บหนาวและอันตราย..
มาร์คยิ้มเศร้าๆ เขารู้อยู่ลึกๆในใจแล้วว่า คอนเนอร์ต้องเลือกอย่างนั้น
ก็เหมือนกับที่เขาแลกชีวิตอิสระ ด้วยการรอนแรมอยู่บนท้องถนนเมื่อหลายปีก่อน..

คอนเนอร์เอ๋ย.. เรามีหัวใจแบบเดียวกัน.. ขอให้โชคดี


























๕.

ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีเงื่อนไขและกาลเวลาของมันเอง..

บ้านที่มาร์คอยู่ถึงเวลาต้องทำการซ่อมแซมขนานใหญ่ เพื่อปรับปรุงให้มั่นคงกว่าเดิม เจ้าของบ้านต้องให้มาร์คออกไปหาที่อยู่ใหม่..

ถึงเวลาที่มาร์คต้องจากเทเลกราฟ ฮิลล์ เนินเขาแห่งความรักและมิตรภาพแห่งนี้ไป..

มาร์คไม่สามารถหอบหิ้วนกพิการ มิงกัส และเพื่อนๆ ที่เลี้ยงอยู่ในบ้านไปด้วย เพราะเขายังไม่รู้เลยว่า เขาจะทำอะไรต่อไป จุดหมายปลายทางของเขาอยู่ที่ไหน.. หรือเขาอาจจะต้องไปเร่ร่อนบนท้องถนนเหมือนเดิม?

มาร์คตัดสินใจส่งนกเหล่านั้นไปอยู่ที่สถานอุปการะนก โอเอซิส ด้วยความหวังว่าที่นั่นจะเป็นบ้านหลังสุดท้ายของพวกเขา.. และจะได้ไม่ต้องเร่ร่อนต่อไปอย่างไร้อนาคตอีก

มาร์คจากมาด้วยน้ำตา และกลับมาให้อาหารนกกลุ่มนี้กับมืออีกครั้งในเช้าวันสุดท้ายที่เขาต้องออกไปจากเทเลกราฟ ฮิลล์แห่งนี้..

มาร์คเอ่ยลากับนกทุกตัว และ เพื่อนของเขาที่ชื่อ คอนเนอร์

หลังจากที่เขาจากมาได้สัก 2 สัปดาห์ ในบ่ายวันหนึ่ง มีคนเห็นเหยี่ยวออกไล่ล่านกฝูงนี้.. มาร์คภาวนาให้นกทุกตัวปลอดภัย โดยเฉพาะคอนเนอร์ ทว่า.. ตั้งแต่นั้นมา ไม่มีใครเห็นคอนเนอร์อีกเลย

หลายวันต่อมา มีคนถ่ายรูปนกตัวหนึ่งที่โดนเหยี่ยวตะครุบได้ บนปล่องไฟของหลังคาแถวนั้น.. ถึงแม้รูปนั้นจะไม่ชัด.. ถึงแม้นัยตาของมาร์คจะพร่ามัว เพราะมองผ่านหยดน้ำใสในดวงตาของเขา แต่มาร์คจำสีฟ้าบนหัวของนกตัวนั้นได้..

๖.

ถึงแม้เทลกราฟ ฮิลล์ จะไม่มีร่างของชายผมยาวร่างท้วมยืนป้อนนกอีกต่อไป.. แต่เหนือฟากฟ้าของเมืองใหญ่นั้น ยังคงอื้ออึงด้วยเสียงแห่งเสรี และเจิดจ้าด้วยสีสันแห่งชีวิต ที่นับวันจะเพิ่มจำนวนขึ้น

แม้คอนเนอร์จะไม่มีโอกาสได้กลับไปป่าบ้านเกิดอีกครั้ง และจบชีวิตลงภายใต้กรงเล็บเหยี่ยวแห่งเมืองใหญ่ แต่ลมหายใจอิสระของเขานั้นไม่ได้หมดไปพร้อมกับร่างกาย ทว่าได้ระบายให้ท้องฟ้านั้นมีสีสันแห่งชีวิตต่อไป และให้โลกได้รับรู้ถึงความหมายที่ปลายปีก และอิสระในหัวใจของเขาว่ายิ่งใหญ่ไม่แพ้ใคร..

....................

* บทบันทึกนี้เขียนขึ้นจากความทรงจำล้วนๆหลังจากที่ได้ชม DVD สารคดีเรื่อง The Wild Parrots of Telegraph Hill

เขียนโดย อิศราญา
5/3/2007

Web Editor's Note: ยังมีเรื่องราวรายละเอียดต่อเนื่องระหว่างชีวิตของมาร์คและนกเหล่านี้ หลังจากที่เขาจาก Telegraph Hill ไป แถมให้ในช่วง Extras นอกจากนี้มาร์คได้เขียนหนังสือ The Wild Parrots of Telegraph Hill ด้วย อยากรู้เรื่องราวความน่ารักและความผูกพันนี้ ลองดูตัวอย่างหนังที่

PBS หรือที่ Life On Terra

หรือหาซื้อ DVD ขนาดความยาว 83 นาทีและหนังสือได้ที่ http://www.amazon.com
หรือที่ Pelican Media http://www.pelicanmedia.org/store.htm





CookieTalkie.com ได้รับอนุญาตจากผู้เขียนให้ลงเผยแพร่บทความนี้

*บทความและภาพประกอบเป็นสิขสิทธิ์ของผู้เขียนและเจ้าของภาพถ่าย ที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กฏหมายลิขสิทธิ์
การนำไปเผยแพร่ต่อเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าหรือเพื่อผลประโยชนอื่นใด ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการเท่านั้น


cookietalkie@yahoo.com


copyright © 2003-2008 CookieTalkie.com