About UsMembershipContact Us
HomeObjectiveAlternativeArticlesLinksSpecialsAdoptionWeb Board
       รายละเอียด   |   ช่วยอย่างไร   |   รายชื่อนกที่ช่วยเหลือ   |   กิจกรรม   |   รายชื่อสัตวแพทย์   |   คู่มือดูแลนก   |   นกหาย/พบนก


โ ค ร ง ก า ร " ฟ้ า ใ ส "
บ้ า น ห ลั ง ใ ห ม่ ข อ ง น ก โ ช ค ดี

คู่มือดูแลนก
« กลับไปที่หน้าสารบัญ



เว็บ CookieTalkie มีนโยบายไม่สนับสนุนการเลี้ยงนก รวมถึงไม่สนับสนุนการซื้อ-ขาย และเพาะผสมพันธุ์นกเพื่อการค้า กรุณาอ่าน"จุดมุ่งหมาย"ของเว็บเพื่อความเข้าใจ สำหรับคุณที่มีนกเลี้ยงอยู่แล้ว กรุณาอย่าปล่อยทิ้งนกที่เลี้ยงออกมาในธรรมชาติ แต่ควรดูแลนกของคุณให้ดีที่สุด โดยไม่เพิ่มประชากรนกและไม่ซื้อนกเพิ่ม บทความในคู่มือดูแลนกด้านล่างนี้ ได้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้กับผู้ที่ยังจำเป็นต้องดูแลนกในครอบครอง ผู้ที่รับเลี้ยงนกพิการ และผู้อุปการะนกในกรณีต่างๆ ได้ใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของนกให้ดียิ่งขึ้น




เมื่อเราเข้าใจกัน


การเริ่มต้นที่ดี

สุขภาพจิตที่ดี มักเริ่มต้นจากการมีสุขภาพกายที่ดีเป็นสำคัญ

สำหรับนกแล้ว ถ้านกที่ได้กินอิ่มได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ และได้รับความรักความเอาใจใส่อย่างดีจากผู้ดูแล นกก็มักจะมีสภาพจิตใจที่ง่ายต่อการรับมือในทุกด้าน ในทางกลับกัน หากนกมีร่างกายที่ซูบผอม ขาดสารอาหารและมีความเจ็บป่วย ที่สร้างความผิดปกติให้เกิดขึ้นในระบบต่างๆของร่างกาย อาการเจ็บป่วยนั้นก็จะส่งผลต่อสภาพจิตใจและการแสดงออกของนก ที่ทำให้นกต้องอยู่ในอารมณ์ขุ่นมัวเสมอ และด้วยเหตุนี้เองหากเราพบว่านกของเราดุ มีอารมณ์และแสดงอาการผิดปกติ เราควรต้องคำนึงถึงสุขภาพนกเป็นสิ่งแรก การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญจนถึงการนำนกไปตรวจสุขภาพจึงมีความจำเป็น

สุขภาพกายใจที่ดีนั้น ต้องเริ่มต้นกันตั้งแต่แรกเกิดเลยทีเดียว ลูกนกที่เกิดจากแหล่งเพาะเลี้ยงที่ดี ในสถานที่ๆสะอาด โดยเติบโตด้วยความรักและการเอาใจใส่ตั้งแต่ในวันแรก ได้รับการป้อนอาหารที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม ได้ wean โดยลูกนกกินอาหารได้เองตามความต้องการของร่างกายในแบบที่เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่มีการบังคับweanก่อนเวลา ไม่มีการบังคับป้อน ไม่มีการหยุดป้อนก่อนเวลาอันสมควร ไม่มีการเคลื่อนย้ายลูกนกไปในที่ต่างๆ จนกว่าจะถึงเวลาส่งลูกนกไปยังบ้านของผู้รับดูแลนก(ผู้ซื้อ) จึงถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี

การเรียนรู้ความต้องการของนก

นักจิตวิทยานกได้กล่าวไว้ว่า "นกนั้นไม่ไช่เกิดออกมาจากไข่ก็จะรู้ได้เองเลยว่า จะอยู่ร่วมในบ้านในห้องรับแขกของมนุษย์ได้อย่างไร แต่มนุษย์ต่างหากที่จะต้องเป็นผู้สอนเขา" ดังนั้นการที่เราจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับนกให้ประสพความสำเร็จ เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจในความต้องการของนก

เรียนรู้ "ภาษากาย" Body Language

เนื่องจากนกไม่สามารถพูดสื่อสารกับเราและไม่สามารถบอกความต้องการของเขาให้เราทราบได้ เราจึงมีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจรูปแบบการสื่อสารของนก ด้วยการเรียนรู้ "ภาษากาย" และแม้ว่าภาษากายนั้นจะมีความแตกต่างหลากหลาย แต่ภาษากายก็มักจะมีรูปแบบของมันที่ค่อนข้างแน่นอน

ภาษากายสามารถแสดงออกในรูปแบบต่างๆ เพื่อบอกให้เรารู้ว่านกกำลังรู้สึกเช่นไรหรือกำลังต้องการอะไร เช่น นกกำลังป่วย นกกำลังหนาว นกต้องการการพักผ่อนหรือนกกำลังต้องการการเอาใจใส่ ภาษากายที่มักพบบ่อยๆ เช่น
  • นกที่บดเคี้ยวจะงอยปาก เป็นนกที่กำลังอยู่ในภวังค์ที่ร่างกายเริ่มผ่อนคลายและกำลังจะนำไปสู่การพักผ่อนนอนหลับ
  • นกที่นั่งซุกตัวที่พื้นกรง ทำขนฟูพอง ดวงตาโรยรา เงยหัวไม่ขึ้นและมีท่าทางอ่อนแรงเป็นนกที่แสดงอาการป่วย ที่ถึงขั้นรุนแรงและอาการนี้เตือนให้เรารู้ว่าเขากำลังมีเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงและต้องการหมอด่วน
  • นกที่ซุกตัวสั่นกำลังอยู่ในอาการหนาว
  • นกที่กางปีกห้อยตกออกนอกลำตัว กำลังอยู่ในอาการร้อนจัดและอยู่ในอาการขาดน้ำ
  • นกที่ต้องการให้ผู้ดูแลลูบหัวให้จะโน้มหัวก้มลง
  • นกต้องการให้ผู้ดูแลรับนกขึ้นมือ จะย่อตัวลงต่ำเงยคอขึ้นเล็กน้อย กางและกระพือปีกเล็กน้อย
  • นกที่เกิดความกลัวและตกใจจะยืนตัวแข็งยืดคอยาวทำขนทั้งตัวลีบแนบลำตัวจนดูเหมือนนกตัวผอม
  • นกที่กำลังทำม่านตาหลี่ อาจกำลังอยู่ในอาการตื่นเต้น ไม่ว่าจะเป็นการตื่นเต้นที่เป็นได้ทั้งในด้านบวกและด้านลบ
  • อาการโยกตัว อาการตีเท้า เสียงขู่ พองขนและแม้กระทั่งการเดินเลี่ยงไปของนกแสดงถึงความโกรธและความตื่น
  • นกที่โกรธและก้าวร้าวมักแสดงท่าว่าฉันตัวใหญ่นะ โดยการยืนยืดตัวขึ้นสูงกางปีกและยกหงอนหรือขนที่หัวขึ้น โยกตัวไปมาพร้อมยื่นหน้าอ้าปากกว้าง
บางครั้ง ภาษากายของนกอาจมีการปรับปรุงและพัฒนาไปในรูปแบบต่างๆได้ ขึ้นอยู่กับเมื่อนกเห็นว่าภาษากายที่ใช้นั้นไม่ได้ผล ไม่สามารถทำให้ผู้ดูแลเกิดความเข้าใจในภาษากายนั้นได้ นกก็อาจเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองไปในรูปแบบอื่น เพื่อให้ตัวเองบรรลุวัตถุประสงค์ในการส่งภาษากาย เช่น เมื่อนกเดินหนีเราแสดงว่านกไม่ได้อยู่ในอารมณ์อยากเล่น หรือไม่ชอบในสิ่งที่เราทำ แต่หากเรายังคงไม่เข้าใจภาษากายซึ่งเป็นสิ่งที่นกกำลังสื่อ และเรายังคงไม่ลดละที่จะเข้าถึงตัวนก นกอาจใช้เสียงขู่พร้อมมีอาการอ้าปากเตรียมพร้อม ซึ่งหากเรายังดื้อดึงและละเลย เราก็จะโดนนกจิกกัดในที่สุด นั่นแสดงให้เห็นว่า การที่เราไม่เข้าใจภาษากายมีผลให้เราถูกนกจิก และนี่ไม่ใช่ความผิดของนกที่จิกเรา แต่เป็นความผิดของเราที่ไม่เคารพสิทธิ์ของนก และหากเรายังคงปฏิบัติเช่นเดียวกันนี้กับนกเสมอ นกจะเรียนรู้และเปลี่ยนพฤติกรรม โดยนกอาจแสดงอาการก้าวร้าวรุนแรงขึ้นและจิกเราทันที โดยไม่แสดงการเตือนอีกต่อไป จากนั้นนกจะหลีกเลี่ยงการเข้าหาเรา เป็นผลให้ทั้งเราและนกสูญเสียโอกาสในการสร้างความผูกพันที่ดี

ดังนั้นเมื่อเข้าใจพื้นฐานของภาษากายแล้วสิ่งที่ดีที่สุดคือ ไม่เพิกเฉยต่อภาษากายเพราะทั้งหมดนี้ได้แสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นระหว่างเรากับนก ล้วนแล้วแต่มีภาษากายเตือนเราแล้วทั้งสิ้น

.....
เขียนโดย แก้วตา



*บทความและภาพประกอบเป็นสิขสิทธิ์ของผู้เขียนและเจ้าของภาพถ่าย ที่ได้รับความคุ้มครองภายใต้กฏหมายลิขสิทธิ์
การนำไปเผยแพร่ต่อเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าหรือเพื่อผลประโยชนอื่นใด ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการเท่านั้น


cookietalkie@yahoo.com
TOP





copyright © 2003-2012 CookieTalkie.com